การตกแต่งภายใน คืออะไร

0

การตกแต่งภายใน คืออะไร มีความจำเป็นอย่างไร

การตกแต่งภายใน คือ การออกแบบเพื่อจัดและตกแต่งสภาพแวดล้อมภายในอาคารรวมทั้งสถานที่ต่างๆในบริเวณนั้นๆ ให้เกิดความสะดวกสบายในด้านประโยชน์ใช้สอยและในด้านความสวยงาม โดยเริ่มต้นจากการวางผังเครื่องเรือน แล้วทำการพิจารณาเลือกรูปแบบ (Style) ของเครื่องเรือน จากนั้นจึงจะทำการเลือกวัสดุตกแต่ง กำหนดสีและแสง และทำการเลือกสิ่งตกแต่งเพื่อความสวยงามเป็นขั้นสุดท้าย ตัวอย่างเช่นFacade คืออะไร ต้นไม้ หรือรูปภาพ เป็นต้น

การตกแต่งบ้าน หมายถึง การจัดหรือการออกแบบต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกของบ้านรวมทั้งห้องต่างๆ ที่มีอยู่ภายในบ้าน เช่น ห้องรับแขก ห้องนอน เป็นต้น เพื่อให้เป็นระเบียบเรียบเรียบร้อยสวยงามน่าอยู่

โดยทั่วไปแล้วการจัดตกแต่งบ้านจะแบ่งลักษณะของการตกแต่งบ้าน สามารถแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะดังนี้คือ

1. การตกแต่งภายใน

การจัดหรือออกแบบบริเวณต่างๆของบ้านที่อยู่อาศัยในตัวบ้านได้แก่ ห้องต่างๆ ซึ่งมีหลักในการตกแต่งดังนี้

1.1 ห้องนอน

การตกแต่งภายใน ห้องนอน

ห้องนอนจัดว่าเป็นสถานที่ส่วนตัวของเจ้าของห้องนั้น ๆ การออกแบบตกแต่งภายในห้อง ออกแบบบ้านจึงสามารถทำให้มีลักษณะเฉพาะตัว ที่เด่นชัด มีสไตล์ ที่เจ้าของห้องต้องการ เนื่องจากพื้นที่ในห้องนอนนั้นเป็นพื้นที่ส่วนตัว ที่พ้นจากสายตาคนอื่นๆ และยังเป็นห้องที่เหมาะที่สุด ในการสร้างสรรค์ ตามความประสงค์ ของผู้อยู่อย่างมาก ภายในห้องต้องมีหน้าที่สามารถรับแสงแดดยามเช้าได้ดี มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก

ในบ้านหนึ่งหลังอาจแบ่งห้องนอนออกเป็น

  • ห้องนอนหลัก ส่วนใหญ่มักจะเป็นห้องนอนของเจ้าของบ้าน มีขนาดใหญ่กว่าห้องนอนอื่น ๆ ของบ้าน มีห้องน้ำในตัว อาจมีส่วนที่ใช้สำหรับการแต่งตัวแยกออกไป สำหรับเก็บเสื้อผ้า โทนสีที่ใช้ตกแต่งห้องสามารถตกแต่งได้ตามใจชอบของเจ้าของบ้าน การตกแต่งอาจเน้นในส่วนที่เป็นหัวเตียงซึ่งนับว่าเป็นจุดเด่นของห้อง
  • ห้องนอนย่อย ที่จะมีขนาดเล็ก ใช้สำหรับให้สมาชิกเล็ก ๆ ของครอบครัว หรืออาจเป็นห้องนอนที่ใช้รับรองแขกการตกแต่งห้องนี้สามารถ ตกแต่งได้ตามใจชอบของเจ้าของบ้านอีกเช่นกัน อาจมีโทนสีแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากความต่างวัยและเพศของผู้อยู่อาศัยห้องนอนเล็กส่วนใหญ่มักไม่มีพื้นที่แต่งตัว แต่จะใช้ตู้เสื้อผ้า เข้าชุดกันกับเฟอร์นิเจอร์อื่น ๆ

1.2 ห้องรับแขก

ห้องรับแขก

ห้องนี้จะเป็นห้องที่เป็นศูนย์รวมของคนในบ้าน และผู้ที่มาเยี่ยมเยือน จำเป็นที่จะต้องตกแต่งให้สวยงามที่สุด ซึ่งมักจะสะท้อนรสนิยม ความสนใจ และความเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าของบ้าน เป็นที่รวมกิจกรรมที่หลากหลาย เช่น รับรองแขก พักผ่อน อ่านหนังสือ ทำงาน ดูโทรทัศน์ ฟังเพลง และอยู่ร่วมกันของสมาชิกในครอบครัว จึงควรมีเนื้อที่อย่างน้อยสุด 4 ตารางเมตร และมักอยู่ส่วนหน้าของบ้านถัดจากโถงทางเข้า ใกล้บริเวณเข้าออกหน้าบ้านมากที่สุด สีที่ใช้ออกแบบห้องควรเป็นสีที่ดูสบายตา ให้ความรู้สึกไม่ร้อน ใช้สีโทนอ่อน เช่นสีขาว สีครีม จะทำให้มีชีวิตชีวามากยิ่งขึ้น

  • หลักการจัดห้องรับแขกมีดังนี้
    1.ควรอยู่ส่วนแรกของบ้าน เว้นทางเดินเข้าห้องรับแขกได้สะดวกไม่ต้องอ้อมผ่านห้องอื่นๆ
    2.อยู่ใกล้ห้องนั่งเล่นหรือห้องทานอาหาร
    3.จัดให้เหมาะกับประโยชน์ใช้สอยสูงสุดก่อนเสมอ
    4.ความสวยงามที่จะตามมาต้องดูดีในสายตาของผู้มาเยือน นั่นหมายถึงบรรยากาศรายล้อมต้องดีก่อนด้วย ห้องควรเป็นสีที่ดูสบายตา สีโทนอ่อนเช่น สีขาว สีครีม จะทำให้มีชีวิตชีวามากขึ้น
    5.คำนึงถึงความสมดุลและสัดส่วนตลอดเวลา

1.3 ห้องรับประทานอาหาร

ห้องรับประทานอาหาร

ห้องรับประทานอาหาร อาจจะใช้มุมใดมุมหนึ่งของครัว ไปจนถึงการจัดห้องอาหารโดยส่วนใหญ่ แล้วห้องรับประทานอาหาร มักจะเป็นที่ที่กำหนดขึ้นมา อย่างเหมาะสมเพื่อใช้ให้ เกิดประโยชน์อย่างเต็มที่ในการรับประทานอาหาร ห้องรับประทานอาหารไม่ควรจะอยู่ไกลจากห้องครัว เพราะอาหารบางชนิดหากเสียเวลาไปกับการลำเลียงมาสู่ห้องรับประทานอาหารนานเกินไป ก็อาจจะเสียรส ชาติ ภายในห้องไม่ควรมีกลิ่นเหม็นอับ แต่ข้อที่ควรระวังสำหรับครัว ที่อยู่ติดกับห้องรับประทานอาหาร ก็คือเรื่องของกลิ่นอาหาร ขณะที่กำลังปรุงจะเข้ามารบกวนได้ ดังนั้น การระบายอากาศหรือการใช้ เครื่องดูดควัน จึงกลายเป็น เรื่องจำเป็น ที่ขาดเสียไม่ได้ ควรมีพื้นที่เพียงพอสำหรับทำตู้เก็บของซึ่งอาจเป็นเคาน์เตอร์หรือตู้ติดผนัง ซึ่งเป็นตู้สำหรับเก็บช้อนส้อม ถ้วยจานชาม รวมทั้งอุปกรณ์อื่นๆที่จำเป็นสำหรับโต๊ะอาหารเช่น ที่เปิดขวดไวน์ จานรองแก้ว

1.4 ห้องครัว

การตกแต่งภายใน ห้องครัว

  • เป็นอีกห้องที่มีการกำหนด ลักษณะการใช้งาน ที่แตกต่างไปจากห้องอื่นๆ โดยเป็นส่วนใช้งาน ที่สำคัญภายในบ้าน ซึ่งใช้เป็นที่ประกอบอาหาร เพื่อการยังชีพนอกจากนั้น ครัวยังมีความสัมพันธ์ ในการใช้งานอย่างต่อเนื่อง กับส่วนรับประทานอาหารและส่วนอื่นๆ ในตัวบ้าน ห้องครัวควรมีอากาศถ่ายเทได้ดี ไม่อับชื้น ทางเดินสะดวก การจัดตกแต่งครัวเพื่อให้เกิดความสวยงามนั้น สิ่งแรกที่ควรคำนึงถึงเป็นลำดับแรกคือ การวางแปลนครัวที่ถูกต้อง เพราะจะทำให้เหมาะสมกับการใช้งาน และได้รับประโยชน์ ในการใช้สอยได้อย่างเต็มที่ การวางแปลนครัวนั้นขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และประโยชน์ใช้สอย การวางแปลนครัวจึงแบ่งออกได้เป็น 4 ลักษณะ ตามขนาดและรูปร่างห้อง คือ
    • การจัดแบบตัวยู เหมาะสำหรับบ้านที่มีพื้นที่เหลือเฟือ เพราะยังสามารถขยายพื้นที่ของเคาน์เตอร์และชั้นเก็บของต่างๆได้อีก
    • การจัดแบบตัวแอล เป็นครัว ที่ใช้การได้ดีเช่นกัน สำหรับการทำงาน ในจุดทั้งสาม(เตา,อ่าง,ตู้เย็น)เหมาะกับห้องที่มีเนื้อที่ปานกลางและเป็นบ้านโล่งๆ
    • การจัดแบบแถวยาวตามทางเดิน เป็นครัวที่อยู่ในบริเวณ ที่ขนาบทางเดิน แคบๆโดยมีทางเดินอยู่แนวกลางทุกๆอย่างในครัวนี้ จะอยู่ใกล้มือมาก จึงอำนวย ความสะดวกได้มากที่สุด
    • การจัดแบบแถวยาวตลอด เป็นครัวที่มีการจัดวางเป็นแบบแถวเดียวชิดผนัง

1.5 ห้องน้ำ

การตกแต่งภายใน ห้องน้ำ

ห้องน้ำ เป็นห้องที่ต้องการความเป็นส่วนตัวมากที่สุดในบ้าน เนื่องจากกิจกรรมที่ทำในห้องน้ำ ได้แก่ การอาบน้ำ ชำระร่างกาย และการขับถ่าย เป็นกิจกรรมเฉพาะบุคคลนั้นๆ ที่ต้องทำเป็นประจำทุกวัน ห้องน้ำยังใช้ เป็นสถานที่ ทำกิจกรรมอื่นๆ เช่น การโกนหนวด แต่งหน้า แต่งตัว ซักผ้า หรือแม้กระทั่ง การอ่านหนังสือ เป็นต้น เมื่อกิจกรรมในห้องน้ำมีเพิ่มมากขึ้น เราจำเป็นจะต้องเอาใจใส่ และพิถีพิถันกับการสร้าง การจัดตกแต่งห้องน้ำ ให้สวยงาม น่าใช้ และตอบสนอง การใช้สอยให้มากที่สุด โดยต้องเริ่มตั้งแต่ การวางแผนที่ดีการคัดเลือกวัสดุ และการตกแต่ง ให้สวยงามสอดคล้องกับห้องอื่นๆในบ้าน เป็นต้น

การวางแผน

1. เริ่มต้นพิจารณาจากความจำเป็น ในการใช้ห้องน้ำของสมาชิกในบ้าน ต้องดูว่ามีสมาชิกกี่คน

2. การตรวจดูงบประมาณ ค่าใช้จ่าย ในการทำว่ามีมากน้อยเท่าใด

3. การเลือกตำแหน่งของที่ตั้งห้องน้ำนั้น ต้องพิจารณาว่าจุดนั้นสามารถฝังบ่อเกรอะ บ่อซึม และต่อท่อน้ำทิ้งลงท่อ ได้สะดวกมากน้อยแค่ไหน พยายามหลีกเลี่ยงการเดินท่อผ่านห้องอื่น และควรจัดห้องน้ำ ให้มีอากาศ หมุนเวียนออกสู่ภายนอกได้ อาจทำโดย การเปิดหน้าต่าง หรือติด พัดลมดูดอากาศออกภายนอกเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกมากที่สุด

2 การตกแต่งภายนอก

คือการจัดหรือออกแบบบริเวณต่างๆ ที่อยู่รอบบ้าน โดยส่วนมากจะนิยมตกแต่งโดยการจัดสวน หรือสนามหญ้าหน้าบ้านให้ดูร่มรื่น สวยงาม

หลักเบื้องต้นของการออกแบบสวน

1. การกำหนดรูปร่างหรือแบบ (style)

ในการจัดสวนในส่วนของบริเวณที่เลือกแล้วนั้นขึ้นอยู่กับรสนิยม และความชอบของเจ้าของบ้าน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วจะแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ
1.1 รูปทรงเรขาคณิต (Formal) คือการจัดโดยอาศัยรูปทรงเรขาคณิตต่าง ๆ มีการแสดงออกของเส้นตรง และเส้นนี้จะแสดงถึงความรู้สึกว่า ทั้งด้านซ้ายและด้านขวาเหมือนกันทุกประการ รูปแบบนี้เหมาะสำหรับพื้นที่จำกัด หรือในบริเวณส่วนด้านหน้าของหน่วยงานราชการ และบริษัทต่าง ๆ การจัดสวนประเภทนี้มักจะดูเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่การดูแลรักษาค่อนยาก เพราะต้องคอยตัดแต่งต้นไม้อยู่สม่ำเสมอ

1.2 รูปแบบธรรมชาติ (Informal) คือการจัดใช้เส้นอิสระ (Free Form) มักเป็นโค้งรูปตัว ‘S’ ดูเป็นธรรมชาติ และอ่อนช้อยไม่เป็นเหลี่ยมมุม ต้นไม้ใช้รูปทรงตามธรรมชาติ ไม่ตัดแต่งเป็นรูปทรงเรขาคณิต การจัดสวนแบบธรรมชาตินี้เหมาะกับบ้านทั่ว ๆ ไปหรือสวนสาธารณะ และสวนสถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ

วัสดุอุปกรณ์ในการตกแต่งสวนที่จำเป็น

2.วัสดุอุปกรณ์ในการตกแต่งสวนที่จำเป็น

2.1 การจัดเตรียมพื้นที่ จำเป็นที่จะต้องทำบริเวณรอบพื้นที่ที่จะจัดสวนให้เรียบโล่งเตียน เหลือไว้แต่สิ่งที่เราจะใช้ในภายหลัง เช่นต้นไม้ใหญ่ ๆ หินที่มีอยู่แต่เดิม การปรับพื้นดินเริ่มทำโดยการรดน้ำจนเปียก แล้วจึงใช้ลูกกลิ้งบดให้เรียบ ระดับโดยรวมควรลาดเอียงไปยัง ทางท่อระบายน้ำ และลาดเอียงออกจากตัวบ้าน เก็บเศษวัสดุ ก้อนหิน หญ้า และวัชพืช ที่ไม่ต้องการทิ้งให้หมด

2.2 ต้นไม้ ต้นไม้ที่ใช้ในการตกแต่งสวนนั้นได้แก่ ไม้ยืนต้น, ไม้พุ่ม, พืชคลุมดินและหญ้า

2.3 วัสดุปูพื้น วัสดุปูพื้นของสวนในบ้านหมายถึง ส่วนใช้งานที่ต้องการผิวพื้นที่ไม่ใช่สนามหญ้าเพื่อทนการเหยียบย่ำ

2.4 รั้ว การตกแต่งบริเวณรอบๆบ้านนั้น นอกจากรั้วรอบบ้านที่ใช้แสดงขอบเขตของเรา แล้วยังป้องกันอันตรายจากภายนอกแล้วเรายังต้องการเป็นเครื่องประดับสวนให้งดงามอีกด้วย การเลือกแบบของรั้วนั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบของบ้านและรูปทรงของบริเวณสวน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะได้แก่ รั้วไม้, รั้วอิฐบล๊อค ,รั้วเหล็ก และ รั้วอัลลอยด์

2.5 หิน การนำหินมาตกแต่งสวนนั้น แนะนำว่าจะต้องใช้หินชนิดเดียวกันแต่ให้แตกต่างกันที่ขนาด ไม่ควรใช้หินหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน หินที่นิยมใช้ในการจัดสวนคือ หินแม่น้ำ หินทะเล หินกาบ หินชั้น โดยทั่วไปแล้ว มักใช้หินนำมาจัดเป็นสวนหย่อม

2.6 เก้าอี้ชุดสนามและม้านั่งต่าง ๆ จัดเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญในสวน เนื่องจากการมีเก้าอี้สนามไว้ในสวนแสดงให้เห็นถึงการเชื้อเชิญให้หยุดพักผ่อน และนั่งเล่น ดังนั้น เก้าอี้ชุดสนามควรมีอายุการใช้งานที่นาน ทนแดดทนฝนได้ดี ส่วนมากจะทำมาจากวัสดุ ได้แก่ ไม้ หินขัด หินธรรมชาติ เหล็กหล่อ อัลลอยด์

2.7 รูปปั้น การนำรูปปั้นมาตกแต่งสวนนั้น เป็นวิธีการเรียกร้องความสนใจอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบที่บังคับให้คนมอง โดยเฉพาะรูปปั้นที่เป็นรูปคนมักจะเป็นจุดสนใจสร้างจินตนาการให้ระลึกถึงอดีตเป็นงานศิลปะ ที่มีค่ามากในการนำมาตกแต่งสวน เช่นรูปปั้นดินเผา

2.8 กระถาง หรือ ภาชนะบรรจุต้นไม้ต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมบริเวณสวนให้ดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น กระถางที่ดีควรมีรูระบายน้ำด้วย

2.9 น้ำและไฟฟ้าในสวน น้ำเป็นสิ่งที่เสริมสร้างความรื่นรมย์แก่ผู้ใช้เป็นอย่างมาก เสียงหรือแสงระยิบระยับของน้ำยามต้องแสงแดด หรือเงาที่สะท้อนตามพื้นน้ำจะช่วยให้สวนมีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสระน้ำ น้ำพุ หรือน้ำตก