จุดเริ่มต้น บ้านสไตล์โมเดิร์น

0

บ้านสไตล์โมเดิร์น จริง ๆ แล้ว คำว่า “modern” ที่แปลว่า “ทันสมัย” นั้น ยังมีความหมายในอีกมิติ ซึ่งสื่อถึงกระแสความเคลื่อนไหวและปรากฏการณ์ทางสังคมที่เปลี่ยนแปลงทั้งสภาพสังคม เศรษฐกิจ ศิลปวัฒนธรรม และวรรณกรรมในซีกโลกตะวันตกเมื่อ 100 กว่าปีก่อน หรือที่เราอาจเรียกว่า “ยุคโมเดิร์น” ดังนั้น Modern Architecture หรือ สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ จึงหมายถึงรูปแบบและหลักการของสถาปัตยกรรมแบบใหม่ที่เกิดในยุโรปและอเมริกาในช่วงเวลานั้น เฮดบอร์ดหลากสไตล์ แต่งพื้นที่หัวเตียง

และเมื่อเราเข้าใจความเป็น “โมเดิร์น” เช่นนี้แล้ว “บ้านโมเดิร์น”ที่ว่าดู “เดิ้น” หรือทันสมัยนั้น ก็ดูจะมีเรื่องราวเบื้องหลังมากกว่าที่คิด

อาคาร Looshaus ในกรุงเวียนนา สร้างเสร็จในปี 1911 ออกแบบโดย Adolf Loos อาคารมีหน้าตาเรียบโล่งไร้การประดับประดา จนผู้คนให้ฉายาว่า “บ้านที่ไม่มีคิ้ว” (ภาพโดย Thomas Ledl)
จุดเริ่ม “สมัยใหม่” เมื่อการประดับตกแต่งเป็นอาชญากรรม

กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรีย ในช่วงปลายศตวรรษที่ 20 นั้นรุ่มรวยไปด้วยศิลปะวัฒนธรรม ทั้งบรรดาอาคาร และสถาปัตยกรรมต่างก็ตกแต่งด้วยปูนปั้น และลวดลายหรูหราฟูฟ่า แต่ Adolf Loos สถาปนิกได้นำเสนอแนวคิดต่อต้านการประดับตกแต่งผิวหน้าอาคารด้วยลวดลายฟุ่มเฟือย เพราะเห็นว่าเป็นสิ่งไร้ประโยชน์ โดยเชิดชูคติความงามแบบใหม่ของศิลปะและสถาปัตยกรรมในยุโรปและอเมริกา ทั้งยังเป็นแนวคิดที่สะท้อนวิถีชีวิตของสังคมที่เน้นการก้าวไปสู่ยุคใหม่ ศิลปิน และสถาปนิกหลายท่านในสมัยนั้น จึงต่างมุ่งทำงานไปในทิศทางคล้ายคลึงกัน ซึ่งกล่าวได้ว่าคลี่คลายออกมาเป็นลักษณะร่วมบางอย่างของ สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ (Modern Architecture) ที่สืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน

ก่อนจะ “โมเดิร์น” ออกแบบภายใน

“การปฏิวัติอุตสาหกรรม” ถือกันว่าเป็นชนวนแรกสุดของการเกิด สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ในเดือนพฤษภาคม ค.ศ.1851 อังกฤษจัดมหกรรมนำเสนอเทคโนโลยี และนวัตกรรมที่ทันสมัยที่สุดในโลกในช่วงเวลาขณะนั้น ซึ่งใช้ชื่อ ว่า “Great Exhibition of the Works of Industry of all Nations” โดยได้ Joseph Paxton มาเป็นผู้ออกแบบอาคารห้องกระจก “The Crystal Palace” เพื่อรองรับมหกรรมดังกล่าว อาคารโครงสร้างเหล็กหล่อกรุกระจกทั้งหลังแห่งนี้ ได้แสดงให้เห็นความเป็นไปได้ และวิธีการรับน้ำหนักแบบใหม่อย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เพื่อแสดงรูปแบบพื้นที่ภายในที่โปร่งโล่ง รวมถึงคติความงามที่มาพร้อมกับบทบาทของอุตสาหกรรมและเครื่องจักร

The Crystal Palace จึงเป็นอาคารหนึ่งที่ยอมรับกันว่า เป็นสัญญาณของการมาถึงของรูปแบบอาคารแบบใหม่ โดยมีปัจจัยเบื้องหลังที่สำคัญคือการปฏิวัติอุตสาหกรรม อันนำมาซึ่งการผลิตวัสดุสมัยใหม่ที่ผลิตซ้ำ ๆ กันได้เป็นจำนวนมากอย่าง เหล็กหล่อ ซึ่งถือเป็นเทคโนโลยีการก่อสร้างที่ทันสมัยที่สุดในเวลานั้น

อาคาร Bauhaus ในเมือง Dessau ของประเทศเยอรมนี ภาพโดย Peter Drews
งามอย่างอุตสาหกรรม งามอย่าง “เบาเฮ้าส์”

นอกจากเทคโนโลยีการก่อสร้างแล้ว การวางรากฐานทางทฤษฎี และแนวคิดการออกแบบก็เป็นอีกอิทธิพลที่ส่งให้รูปแบบสถาปัตยกรรมที่เรียกว่า “สมัยใหม่” ก่อร่างขึ้นอย่างแข็งแรง

หนึ่งในนั้นคือสถาบัน “เบาเฮ้าส์ (Bauhaus)” แห่งสาธารณรัฐไวมาร์ (หรือเยอรมนีในปัจจุบัน) เริ่มดำเนินการโดย Walter Gropius สถาปนิกที่ผู้คนยกย่องให้เป็นหนึ่งในผู้นำแนวคิดสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เบาเฮ้าส์ก่อตั้งขึ้นเพื่อเป็นสถานศึกษาที่ควบรวมศิลปะ งานฝีมือ และเครื่องจักรเข้าไว้ด้วยกัน มีเป้าหมายคือการเพิ่มมูลค่าให้สินค้าอุตสาหกรรม ในยุครุ่งเรืองของการออกแบบเครื่องใช้ไม้สอยในครัวเรือนสมัยใหม่ ทว่าสำหรับ Gropius เบาเฮ้าส์ไม่ได้เป็นเพียงโรงเรียนสอนงานฝีมือหากแต่เป็นถึงสถานที่บ่มเพาะศาสตร์และศิลป์ของคนยุคใหม่แห่งสาธารณรัฐอีกด้วย

ท้ายที่สุด แฟลต Pruitt-Igoe กลายเป็นสลัมขนาดใหญ่ ถูกปล่อยให้รกร้าง เต็มไปด้วยอาชญากรรม ตรงกันข้ามกับภาพฝันของสังคม และการอยู่อาศัยที่สถาปนิกวาดไว้ การทำลายอาคารที่ถือครองหลักการความเป็นสมัยใหม่ทุกกระเบียด จึงเหมือนเป็นการทำลายความเชื่อ และสัญลักษณ์ของความคิดสมัยใหม่ลงไปด้วย
สนธยาของความเป็น “สมัยใหม่”

เป็นที่เข้าใจกันว่ายุคสมัยของสถาปัตยกรรมสมัยใหม่ ยุติลงที่เมืองเซนต์หลุยส์ รัฐมิซูรี สหรัฐอเมริกา พร้อมการระเบิดทำลายโครงการที่พักอาศัย Pruitt-Igoe เมื่อบ่ายวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ.1972

หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ความต้องการที่อยู่อาศัยใหม่เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก เมื่อบรรดาอาคารบ้านเรือนเดิมต่างเหลือแต่ซาก จึงเป็นยุคเริ่มต้นของความนิยมสร้างแฟลต หรืออาคารที่พักอาศัยขนาดใหญ่สำหรับคนหมู่มากขึ้นมาทดแทน อาคารเหล่านี้ได้รับการออกแบบโดยมีรากฐานมาจากแนวคิด สถาปัตยกรรมสมัยใหม่ เป็นสำคัญ แต่กลับมีปัญหาเกิดขึ้น เมื่อแนวคิดสมัยใหม่ซึ่งมักยึดหลักการ และความจริงแท้ ตีค่าวิถีชีวิตคนอย่างแห้งแล้ง และเหมือนกันเกินไป ทำให้การออกแบบไม่ยึดโยงกับพฤติกรรมจริง หรือความหลากหลายของมนุษย์ กล่องอาคารสี่เหลี่ยมที่ไม่มีความเชื่อมโยงใด ๆ กับผู้อยู่อาศัย จึงถูกกล่าวหาว่าน่าเบื่อ และไร้จิตวิญญาณ

สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนสร้าง บ้านสไตล์โมเดิร์น

สิ่งที่ควรคำนึงถึงก่อนสร้าง บ้านสไตล์โมเดิร์น

1. สำรวจพื้นที่โดยรอบ
สำรวจพื้นที่ที่จะสร้างบ้าน

ควรสำรวจพื้นที่ที่จะสร้างบ้าน และบริเวณโดยรอบก่อนจะเริ่มออกแบบบ้าน เพราะพื้นที่จะส่งผลต่อรูปร่าง และขนาดบ้านโดยตรง ส่วนการสำรวจบริเวณโดยรอบว่าอยู่ติดกับอะไรหรือพื้นที่จะถูกพัฒนาเป็นอะไรได้บ้างในอนาคต การสำรวจจะช่วยเตรียมพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงของพื้นที่ในอนาคต และออกแบบได้เหมาะสมมากยิ่งขึ้น

2. สร้างให้เข้ากับสภาพอากาศ
บ้านทรงโมเดิร์น กับธรรมชาติ

สิ่งที่จะขาดไม่ได้เลยในการสร้างบ้านทรงโมเดิร์น คือ การออกแบบให้เข้ากับสภาพอากาศร้อนของประเทศไทย เนื่องจากบ้านสไตล์นี้มีจุดเริ่มต้นจากประเทศฝั่งตะวันตกที่มีอากาศหนาวจึงต้องออกแบบบ้านเพื่อป้องกันความหนาว ดังนั้นจึงต้องปรับรูปแบบบ้านให้เข้ากับอากาศด้วย เช่น ออกแบบให้เพดานสูงขึ้น ติดตั้งช่องลมให้อากาศถ่ายเทให้ดี หรือเลือกใช้สีทาบ้านที่สะท้อนความร้อนเพื่อลดการสะสมความร้อนในบ้าน

3. ตอบโจทย์การอยู่อาศัย
บ้านสไตล์โมเดิร์นตอบโจทย์การอยู่อาศัย

ถึงแม้ว่าบ้านสวย ๆ จะเป็นบ้านในฝันของใครหลายคน แต่ที่จริงแล้วการสร้างบ้านควรคำนึงถึงไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตเป็นหลัก ควรออกแบบบ้านให้เข้ากับลักษณะการใช้ชีวิตของสมาชิกทุกคนในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นวัยเด็ก วัยผู้ใหญ่ ไปจนถึงผู้สูงอายุ เพื่อให้ทุกคนใช้ชีวิตได้อย่างปลอดภัย

4. คำนึงถึงการใช้งานระยะยาว
บ้านสไตล์โมเดิร์นที่เน้นการใช้งาน

อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าการออกแบบบ้านต้องคำนึงถึงการใช้งานของทุกคนในครอบครัว อย่างไรก็ตามอย่าลืมคิดถึงอนาคตด้วย หลาย ๆ คนเลือกที่จะสร้างบ้านให้มีลูกเล่น ไม่ว่าจะเป็นพื้นสูง-ต่ำ แต่เมื่อมีอายุมากขึ้นลูกเล่นจากการออกแบบเหล่านี้ จะหมดความสวยงาม และเปลี่ยนเป็นข้อเสียต่อร่างกายแทนได้

5. ตำแหน่งหน้าต่างต้องดูให้ดี
บ้านสไตล์โมเดิร์นที่มีหน้าต่างล้อมรอบ

หน้าต่างเป็นส่วนประกอบสำคัญของบ้านสไตล์โมเดิร์น เพราะการออกแบบบ้านตามรูปทรงเลขาคณิตอาจทำให้บรรยากาศโดยรวมดูอึดอัดได้ ดังนั้นการติดตั้งหน้าต่างรอบ ๆ บ้านเพื่อให้แสงสว่างเข้าถึงได้มากที่สุด จึงช่วยเพิ่มความสบายตาได้เป็นอย่างดี

6. ห้อมล้อมไปด้วยธรรมชาติสีเขียว
บ้านสไตล์โมเดิร์นร่มรื่น

พื้นที่สีเขียวรอบบ้านเป็นส่วนประกอบสำคัญของบ้านแบบโมเดิร์น เพราะทำให้บรรยากาศรอบ ๆ ร่มรื่นมากขึ้น ไม่แข็งทื่อจนเกินไป การมองเห็นสวนสวย ๆ ด้านนอกได้อย่างชัดเจนจากทุกบริเวณของบ้าน มีส่วนช่วยทำให้คนในบ้านได้สัมผัสถึงกลิ่นอายของความเป็นธรรมชาติ อีกทั้งยังมอบความร่มเย็นแก่ผู้อยู่อาศัยอีกด้วย

7. เลือกโทนสีธรรมชาติ

โทนสีธรรมชาติจะช่วยทำให้รู้สึกถึงความอบอุ่น และมีความรู้สึกผ่อนคลาย สีที่เหมาะสมคือ สีขาว สีน้ำตาลอ่อน หรือสีเทาอ่อน โดยเป็นโทนสีที่เข้าได้กับทุกเฟอร์นิเจอร์แทบทุกสไตล์ นอกจากนี้ควรเลือกใช้แสงไฟโทนอุ่นที่ช่วยให้ผู้อยู่อาศัยรู้สึกสบายตา และผ่อนคลายได้ดียิ่งขึ้น

8. ไม่ตกแต่งแบบฟุ่มเฟือย
บ้านสไตล์โมเดิร์นตกแต่งเรียบง่าย

อย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้นว่า บ้านโมเดิร์นเน้นการตกแต่งที่เรียบง่าย เน้นการใช้งานมากกว่าการตกแต่งที่ฟุ่มเฟือย ทุกพื้นที่ภายในบ้านสามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างเต็มที่ และควรเลือกใช้วัสดุที่เน้นความเป็นธรรมชาติ เน้นการแสดงพื้นผิวของวัสดุที่ใช้ตกแต่ง เช่น ไม้ เหล็ก คอนกรีต

9. เลือกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่เรียบง่าย
บ้านสไตล์โมเดิร์นเฟอร์นิเจอร์เรียบง่าย

บ้านแบบโมเดิร์นนั้นเน้นการตกแต่งที่เรียบง่าย และแฝงไปด้วยความทันสมัย เพราะฉะนั้นควรเลือกแบบเฟอร์นิเจอร์สีคุมโทนตามสไตล์ที่ชื่นชอบ ที่มาพร้อมดีไซน์เรียบง่าย รวมถึงมีเฉดสีอ่อนที่สบายตา สามารถเข้ากับสีผนังได้เกือบทุกเฉด

10. มีดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ
บ้านสไตล์โมเดิร์นที่มีดีเทลเล็ก ๆ น้อย ๆ

สุดท้ายคือการแสดงเอกลักษณ์ของแบบบ้านสไตล์โมเดิร์น ด้วยการออกแบบบ้านให้มีลูกเล่นเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น การเลือกใช้ของแต่งบ้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่นกว่าของแต่งบ้านชิ้นอื่น เฟอร์นิเจอร์ที่มาพร้อมดีเทลเก๋ ๆ รวมถึงช่องเก็บของที่มีประโยชน์ใช้สอยได้หลายรูปแบบ

อีกสิ่งหนึ่งที่ต้องใส่ใจ และให้ความสำคัญของการสร้างบ้าน คือ การเลือกช่างที่มีความเชี่ยวชาญและชำนาญเกี่ยวกับการสร้างบ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรให้ความสำคัญมาเป็นอันดับต้น ๆ

นอกจากนี้การสร้างบ้านสไตล์โมเดิร์นควรเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีคุณภาพเหมาะสำหรับงานสร้าง ก็จะช่วยลดปัญหาเกี่ยวกับการซ่อมแซมบ้านในภายหลัง โดยผลิตภัณฑ์จระเข้มีวัสดุ และอุปกรณ์ที่คับแน่นไปด้วยคุณภาพ พร้อมสร้างบ้านสวยคุณภาพดีแบบถาวรได้ดั่งใจปรารถนา