ร้านกาแฟ ย่านตลิ่งชัน

0

ร้านกาแฟ ย่านตลิ่งชัน

ร้านกาแฟ ย่านตลิ่งชัน มีคาเฟ่เก๋ๆ หลบซ่อนตัวอยู่นะเออ ซึ่งวันนี้เราจะพาทุกคนมารู้จักกับ Rawvaela รอเวลาคาเฟ่ คาเฟ่สวยสไตล์วินเทจ ฟีลอบอุ่นเหมือนอยู่บ้าน ที่พึ่งเปิดมาได้ไม่นาน แต่บอกเลยว่าทั้งบรรยากาศและเครื่องดื่มของที่ร้านโดดเด่นมากๆ ใครกำลังมองหาคาเฟ่ดีๆ สักที่ ในพิกัดที่อยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองกรุงเทพมากนักพาเที่ยวที่ สวี

รอเวลา คาเฟ่ ร้านกาแฟ สไตล์วินเทจ ย่านตลิ่งชัน

รอเวลาคาเฟ่

รอเวลาคาเฟ่ ถือเป็นคาเฟ่น้องใหม่ที่เปิดมาได้ไม่นาน คาเฟ่นี้ตั้งอยู่ตรงข้ามตลาดน้ำคลองลัดมะยม เดินตลาดมาร้อนๆ แวะจิบกาแฟที่ร้านชิลๆ บอกเลยฟิน! โดยสไตล์การตกแต่งของรอเวลาคาเฟ่มาในรูปแบบ Home Cafe มีความโคซี่ปนโฮมมี่ มองจากภายนอกให้ความรู้สึกเหมือนบ้านอบอุ่นหนึ่งหลังในสไตล์วินเทจ มีความย้อนยุคนิดๆ แต่ยังแฝงความเท่แบบร่วมสมัย ทำให้ที่นี่มีเสน่ห์แบบบอกไม่ถูก

ในส่วนของด้านนอกและด้านใน ที่ร้านเพิ่มความอบอุ่นมากขึ้นไปอีกด้วยการประดับตกแต่งด้วยต้นไม้น้อยใหญ่ทั่วทั้งร้าน ทำให้ลูกค้าที่เข้ามานั่งได้ความรู้สึกผ่อนคลาย สดชื่น มีโต๊ะและเก้าอี้รองรับค่อนข้างเยอะ ทางร้านจัดที่นั่งให้ไม่แน่นมากเกินไป สามารถนั่งชิลได้ยาวๆ

ในส่วนของอาหารที่ร้านมีทั้งคาวและหวาน Coffee / Non-Coffee และเบเกอรี่ที่ทางร้านทำเองโดยเมนูแรกที่อยากให้ลองคือ Butt Beer (130.-) เมนู Signature ของร้าน ถึงมีชื่อเบียร์แต่ไม่ใช่ Beer นะ แต่มันคือการผสมผสานของน้ำ Yuzu, Butter และ Fresh Cream ดื่มแล้วให้ความรู้สึกสดชื่น เปรี้ยวอมหวานนิดๆ กลมกล่อม คนรักสุขภาพหรือไม่กินหวานสามารถดื่มได้ ตามมาด้วย Siam Mojito (140.-)  เมนูสไตล์ mocktail ที่นำกาแฟผสมกับ mojito รสชาติดี ได้รสชาติแปลกและใหม่ ไม่เหมือนใคร ดื่มแล้วรู้สึกสดชื่นสุดๆ

ส่วนของหวาน เมนูแนะนำของร้านคือ Red Velvet (130.-) เค้กโฮมเมดเนื้อแน่นสอดไส้ครีมชีท เนื้อเค้กดี รสชาติไม่หวานมาก สั่งมากินคู่กับเครื่องดื่มเย็นๆ รับรองฟิน นอกจากนี้ที่ร้านยังมีเมนูอาหารคาวอื่นๆ รองรับอีกด้วย โดยราคาเครื่องดื่มรวมถึงอาหารคาวหวาน เริ่มต้นที่ 70 – 220 บาท

เดอะ มัสแตง บลู

เดอะ มัสแตง บลู

ย่านเยาวราช หลายคนคงนึกถึงย่านเก่าแก่ ที่มีของขายตามข้างทาง มีร้านทองเยอะ ๆ ถ้าเป็นสมัยก่อน คนรุ่นใหม่ก็คงไม่ได้ชอบที่จะมาแถวนี้สักเท่าไหร่ แต่เมื่อวันเวลาผันเปลี่ยน ทำให้ที่ตรงนี้เป็น “ทำเลทอง” ที่ใครหลายคนอยากที่จับจองเป็นเจ้าของเพื่อทำกิจการต่าง ๆ เพราะว่าในปัจจุบัน แถวนี้นับว่าเป็นจุดศูนย์รวมผู้คนทุกเพศ ทุกวัย ทั้งชาวไทย และต่างชาติที่หลงไหลในความคลาสสิก ด้วยตึกราบ้านช่องที่มีความเก่าแก่ และยังคงสภาพเดิมไว้ในหลาย ๆ ที่ แถมตอนนี้ยังมี สตรีทฟู้ดอร่อย ๆ ทั้งของคาว และหวานที่ผู้คนก็ขวนขวยที่จะมาลองทานกันสักครั้ง นอกจากอาหารสตรีทฟู้ดที่อร่อยแล้ว คาเฟ่ย่านเยาวราชนี้ ก็มีไม่น้อยเช่นกัน เรียกว่าเป็นดงคาเฟ่เลยก็ว่าได้ และแต่ละร้านก็มีสไตล์เป็นของตัวเอง ซึ่งวันนี้เราก็อยากมาแนะนำอีกหนึ่งคาเฟ่เปิดใหม่ย่านเยาวราช ที่บอกเลยว่า ถ้าคุณได้มาคุณจะหลงรักในความคลาสสิกของที่นี่แน่นอน รีวิว เดอะ มัสแตง บลู (The Mustang Blu) คาเฟ่เปิดใหม่ในตึกเก่าแก่กว่าร้อยปี ย่านเยาวราช

ไป The Mustang Blu แต่ได้ฟิวเหมือนไปต่างประเทศ ก็คงต้องเป็นที่นี่แหละ แค่เห็นด้านนอกก็สะดุดตาชวนให้หลงใหล น่าเข้าไปด้านใน ที่นี่เป็นตึกเก่าแก่ที่มีอายุกว่า 100 ปีเคยเป็นทั้งธนาคาร โรงพยาบาลและสถานอาบอบนวดเก่า นำมารีโนเวทปรับเปลี่ยนความเก่าให้เป็นความเก๋า โดยการสร้างเป็น Boutique Hotel สุดหรูอยู่ชั้น 2 และ 3 ส่วนชั้นล่างจะเป็นในส่วนของคาเฟ่ที่เราจะพาไปดูกัน ซึ่งกว่าจะมาเป็น The Mustang Blu ที่นี่ก็ถูกใช้งานมาอย่างหนัก จนกระทั่งคุณจอย (อนันดา ฉลาดเจริญ) ได้มาเจอที่นี่ ให้คำนิยามที่นี่ว่า ‘เป็นความเจ็บปวดที่งดงาม’ และใช้เวลาในการรีโนเวทเพียง 5 เดือน

พอเข้าไปด้านในยิ่งตะลึงในความสวยงามของตัวโรงแรม ที่ตกแต่งสไตล์แบบ Colonial มีเฟอร์นิเจอร์เก่าแก่หลายชิ้น ยังมีสัตว์ stuff ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นของที่นี่อีกอย่างเลย โดยเฉพาะน้องยีราฟที่ชูคอตระหง่านคอยต้อนรับอยู่ นึกถึง เรื่อง Night at Museum  เหมือนกันนะ มีจุดถ่ายรูปอยู่หลายมุม

เนื่องจากของทุกสื่งอย่างในโรงแรมนี้เป็นของเก่าแก่ พยายามอย่าไปหยิบจับหรือไปทำให้สิ่งของเหล่านั้นชำรุดเลยนะ โดยเฉพาะตัวบันไดที่เป็นจุดไฮไลต์ที่ทุกคนต้องไปถ่ายรูปกัน ทางร้านขอความร่วมมือให้ขึ้นได้ไม่เกิน 2 ขั้นนะ เพราะว่าบันไดไม่ได้มีที่ยึดด้านบน และไม่ค่อยแข็งแรงสักเท่าไหร่ อาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุได้ยิงปลา

สำหรับตัวคาเฟ่นั้นเนื่องจากตอนนี้เป็นช่วง Soft Opening ทำให้มีลูกค้าต้องการที่จะมาที่ร้านเป็นจำนวนมาก ทั้งมาถ่ายรูปด้านหน้าและต้องการที่จะเข้าไปทานในคาเฟ่ ทางร้านจึงมีการรับจองคิวแต่รับเฉพาะ walk-in เท่านั้น มีเงื่อนไขว่าต้องสั่งขนมหรือเครื่องดื่มคนละ 1 อย่าง ซึ่งตรงนี้ ทางร้านจะแจ้งตั้งแต่ตอนมาจองคิว สำหรับตอนที่เรามาประมาณบ่ายโมงครึ่ง (ร้านเปิดรับจองตอนบ่ายโมง) ซึ่งก็มีคิวก่อนหน้าหลายคิว เลยไปเดินเล่นในระหว่างรอ กลับมาอีกทีบ่าย 3 ถึงคิวพอดิบพอดี สำหรับใครที่มา 2 คนจะได้ไปนั่งที่โต๊ะยาวรวมกับคนอื่น แต่ถ้ามา 4-5 คนจะได้นั่งโต๊ะใหญ่ฝั่งน้องยีราฟ แต่เราสามารถเดินไปถ่ายรูปได้รอบ ๆ ร้านเหมือนกัน

  • Recommend Menu
  • คาปูชิโน่เย็น (200.-) เสิร์ฟมาแบบไม่ปรุงรส หอมกาแฟ ใส่ไซรัปเพิ่มอีกหน่อย ทำให้รสกาแฟอร่อยขึ้นเยอะเลย
  • Basque Burnt Cheesecake (300.-) เสิร์ฟมาแบบร้อน ๆ อันนี้อร่อยมาก ใครเลือกไม่ถูก แนะนำให้สั่งเลย เนื้อเค้กนุ่ม ละมุนลิ้น ทานแล้วไม่เลี่ยน อันนี้ต้องสั่ง

ราคาอยู่ในเกณฑ์ที่ค่อนข้างแรง แต่ก็ถือว่าเราได้มาชมสถาปัตยกรรมที่เก่าแก่และมีความสวยงาม ได้ถ่ายรูปสวย ๆ แค่นี้ก็คุ้มแล้ว ขนมเค้กที่นี่อร่อยมากด้วยนะ สำหรับห้องพักราคา 4,500 – 5,500 บาท