ห้องนอนปลอดโรค เพื่อสุขภาพที่ดี

0

ห้องนอนปลอดโรค เพื่อสุขภาพที่ดี ออกแบบห้องเพื่อสุขภาพการนอนที่ดี การนอนสำคัญมากเนื่องจากเรานอน วันละ 8 ชั่วโมง หรือเดือนละ 240 ชั่วโมง หรือเท่ากับ 122 วันต่อปี ที่ร่างกายของเราต้องอาศัยอยู่บนที่นอน พูดโดยรวมก็คือ 1 ใน 3 ของชีวิตคนทุกคน ถูกแบ่งเวลาไว้กับการนอน ที่เริ่มต้นด้วยตัวเลขเหล่านี้ เพื่อที่จะให้ผู้อ่านได้เล็งเห็นถึงความสำคัญ และความคุ้มค่าต่อการลงทุนกับการเลือกซื้อชุดเครื่องนอนที่ดีมาใช้ รวมถึงการตกแต่ง ออกแบบห้องนอนของเราให้เอื้อกับสุขภาพที่ดี เพื่อให้การใช้ชีวิตประจำยามค่ำคืนที่เรามักมองข้าม เป็นการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพมากที่สุด โดยจะขอแบ่งเป็น 2 หัวข้อหลัก คือ การเลือกซื้อชุดเครื่องนอน และการออกแบบห้องนอนครับบ้านสองชั้นสไตล์มินิมอล

ห้องนอนปลอดโรค เพื่อสุขภาพที่ดี

เลือกชุดเครื่องนอนเพื่อสุขภาพ

เลือกชุดเครื่องนอนเพื่อสุขภาพ ออกแบบภายใน

ชุดเครื่องนอน นับเป็นของตกแต่งบ้านชิ้นสำคัญภายในห้องนอน ผู้เป็นเจ้าของห้องสามารถเลือกลวดลาย สีสัน สไตล์ของห้องได้ตามจินตนาการ เป็นห้องที่ปลดปล่อยความเป็นส่วนตัวได้ดีที่สุด แต่ความสวยงามที่ดีนั้น ควรต้องมาพร้อมกับสุขภาพที่ดีด้วย การเลือกชุดเครื่องนอนเพื่อสุขภาพที่ดี จะมีอะไรบ้าง อ่านกันต่อเลยครับ

1. เตียงนอนสุขภาพ : ห้องนอนสุขภาพควรเลือกใช้เตียงนอนแบบขาโปร่ง พื้นที่ใต้เตียงโล่ง เนื่องด้วยเป็นลักษณะที่นอน ที่ไม่เก็บฝุ่น สามารถทำความสะอาดได้สะดวก หากเป็นที่นอนแบบปิดกั้นใต้เตียงหรือมีตู้ลิ้นชักไว้เก็บของ แม้ภายนอกจะดูเป็นระเบียบเรียบร้อย แต่ก็เก็บสะสมไว้ซึ่งฝุ่นใต้เตียงและอาจเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของสัตว์บางชนิด เช่น มด ปลวก แมลงสาบ ตะขาบ เป็นต้น เตียงนอนแบบขาโปร่งจึงเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับคนรักสุขภาพ

2. ที่นอนสุขภาพ : ปัจจุบันผู้ผลิตได้คิดค้นที่นอนรุ่นใหม่ ๆ เพื่อให้รองรับกับการนอนที่ดีเหมาะสมกับสรีระร่างกาย วิธีการเลือกซื้อที่นอนที่ดีที่สุด ผู้ซื้อควรไปทดลองนอนด้วยตนเอง เพื่อให้รับรู้ถึงความเหมาะสมและความชอบส่วนตัว หลักการทดสอบเบื้องต้นให้นอนลงบนที่นอนอย่างน้อย 5 นาที ทดสอบความนุ่มด้วยการนอนแล้วเอามือสอดใต้แผ่นหลัง หากสอดมือเข้าไปได้โดยง่ายแสดงว่าที่นอนดังกล่าวอาจแข็งเกินไป แต่หากสอดมือเข้าไปไม่ได้ แสดงว่าที่นอนดังกล่าวนุ่มเกินไป ที่นอนที่ดีไม่ควรนุ่มหรือแข็งจนเกินไป เมื่อสอดมือไปแล้วให้พอสอดเข้าได้ในแบบที่ไม่ง่ายจนเกินไป สำหรับที่นอนเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมสูงในปัจจุบัน มี 2 แบบ ดังนี้

  • ที่นอนพ็อคเก็ตสปริง เป็นการพัฒนาต่อเนื่องจากที่นอนสปริงทั่วไป โดยระบบพ็อคเก็ตสปริงจะแยกอย่างอิสระ เหมาะอย่างยิ่งกับคู่รักที่นอนด้วยกัน เพราะหากมีใครคนใดคนหนึ่งลุกขึ้นจากที่นอน เตียงจะไม่สั่น ไม่ทำให้อีกคนที่กำลังหลับอยู่รู้สึกตัว ระบบสปริงมีความยืดหยุ่นต่อร่างกาย ยิ่งมีจำนวนของสปริงมากยิ่งดีครับ
  • ที่นอนยางพารา เป็นที่นิยมมากสำหรับผู้ที่มีอาการปวดหลัง เนื่องด้วยยางพารามีความยืดหยุ่นต่อสรีระร่างกาย ให้ความคงทน ไม่แข็งหรือนุ่มเกินไป ไม่กักเก็บฝุ่น แต่อาจจำเป็นต้องมีผู้ช่วยในการเปลี่ยนชุดเครื่องนอน เพราะที่นอนยางพารามีน้ำหนักมากเป็นพิเศษ

3. หมอนสุขภาพ : ลักษณะการนอนที่ดีควรให้หมอนได้รองรับตั้งแต่ต้นคอถึงศรีษะ หมอนไม่นุ่มหรือแข็งจนเกินไป หากเป็นหมอนเพื่อสุขภาพนิยมผลิตมาจากยางพารา ซึ่งมีความยืดหยุ่นกว่าหมอนประเภทอื่น ๆ ระบายอากาศดีเพราะมีรูพรุนภายในเนื้อยางพารา แม้หมอนยางพาราจะมีราคาสูงมาก แต่ก็คุ้มค่าเพราะมีความคงทนมากเช่นกัน ใช้ไปหลายปีรูปทรงของหมอนไม่ยุบย้วย

Memory Foam เป็นอีกหนึ่งหมอนที่ได้รับความนิยมในด้านสุขภาพ ด้วยลักษณะของเม็ดโฟมช่วยให้หมอนมีความยืดหยุ่นสูง รองรับทุกการเคลื่อนไหวขณะนอน ทำให้เลือดหมุนเวียนได้ดี ไม่เหน็บชา

4. ผ้าปู ผ้านวม : ผ้าปูและผ้านวมนับเป็นของตกแต่งบ้านชิ้นหลักภายในห้องนอน สิ่งแรกที่ต้องให้ความสำคัญเป็นพิเศษคือไส้ภายใน ควรเลือกเป็นใยสังเคราะห์ เช่นเส้นใยโพลีเอสเตอร์ ซึ่งจะให้ผิวสัมผัสที่นุ่ม เย็นสบาย และควรซักด้วยน้ำอุณหภูมิ 55-60 องศา จะช่วยฆ่าไรฝุ่นได้เป็นอย่างดี

นอกจากการเลือกชุดเครื่องนอนเพื่อสุขภาพ การออกแบบห้องรวมถึงออกแบบตำแหน่งต่าง ๆ ภายในห้องนอน ยังเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยให้สุขภาพของเราปลอดจากโรคภัยต่าง ๆ โดยรวมห้องนอนที่ดีนั้น ควรมีความปลอดโปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก มีแสงสว่างจากธรรมชาติเข้าถึง ยังมีส่วนใดที่สำคัญต่อสุขภาพของเราอีกบ้าง อ่านกันต่อเลยครับ

5. ตำแหน่งห้องนอน : ห้องนอนเหมาะกับการจัดวางไว้ทางทิศตะวันออก เพื่อที่จะได้มีแสงสาดส่องในยามเช้า แสงแดดยามเช้าช่วยให้ผู้อยู่อากาศรู้สึกสดชื่น ผ่อนคลาย ลดภาวะความตึงเครียด โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่ทำงานหนัก มักสะสมความเครียดโดยไม่รู้ตัว นอกจากนี้ห้องนอนควรอยู่ติดสวนเพื่อให้มีทิวทัศน์และอากาศที่ดี

6. เครื่องปรับอากาศ พัดลม : หากผู้อ่านอยู่อาศัยในสถานที่ธรรมชาติ อากาศดี การได้สูดอากาศจากธรรมชาติย่อมดีกว่า แต่หากอาศัยในตัวเมืองซึ่งมีความร้อนอบอ้าวสูง เครื่องปรับอากาศช่วยให้นอนหลับสบายขึ้นได้ การติดตั้งเครื่องปรับอากาศและพัดลมไม่ควรติดตั้งตรงกันข้ามกับเตียง เพราะลมจากเครื่องปรับอากาศจะเข้าปาก เข้าจมูกในขณะเรานอนหลับ อาจส่งผลให้เกิดภูมิแพ้ได้ง่าย ให้ติดตั้งไว้ด้านข้างเยื้องไปทางปลายเตียง ลมที่พัดเข้ามาจะสัมผัสร่างกายเป็นหลัก และควรล้างทำความสะอาดอยู่เป็นประจำ

7. หน้าต่าง : ปัจจุบันหลาย ๆ บ้านไม่นิยมเปิดหน้าต่าง อาจเนื่องด้วยอากาศที่ร้อน แต่สิ่งนี้นับเป็นวิธีการที่ผิด ห้องนอนที่ดีควรให้มีอากาศถ่ายเทอยู่เสมอ หลังจากตื่นนอน ก่อนออกจากบ้านควรเปิดหน้าต่างทิ้งไว้ เพื่อให้อากาศได้ถ่ายเท ให้แสงแดดได้เข้าถึง จะช่วยกำจัดเชื้อโรคได้เป็นอย่างดี แต่กรณีที่ห้องนอนติดตั้งเครื่องปรับอากาศด้วย ควรเปิดหน้าต่างหลังจากปิดเครื่องปรับอากาศไปแล้วประมาณ 15 นาที มิเช่นนั้นห้องนอนจะเกิดความชื้นสะสมได้

นอกจากนี้กรณีห้องที่มีหน้าต่างไว้ตำแหน่งหัวเตียง ควรเลี่ยงการเปิดหน้าต่างขณะหลับ เพราะลมอาจส่งผลให้ร่างกายป่วยได้ หน้าต่างควรอยู่ในทิศทางด้านข้างเตียง ใช้หลักการเดียวกับการติดตั้งเครื่องปรับอากาศและพัดลมครับ

8. ห้องนอนกับห้องน้ำ : เพื่อความสะดวกในการใช้งาน การออกแบบห้องนอนปัจจุบันจึงนิยมออกแบบให้มีห้องน้ำภายใน แต่สิ่งที่ตามมาคือความชื้นและกลิ่นไม่พึงประสงค์ เพราะฉะนั้นตำแหน่งของเตียงนอน ควรเลี่ยงการจัดวางไว้ชิดผนังห้องน้ำ หรือหากห้องมีพื้นที่มากพออาจกั้นด้วยห้องแต่งตัวไว้อีกชั้น ผนังห้องน้ำควรก่ออิฐสองชั้น เพื่อป้องกันกลิ่นและเสียงรบกวน เพราะหากนอนร่วมกันสองคน เมื่ออีกคนต้องใช้ห้องน้ำ อาจส่งเสียงรบกวนขณะนอนหลับได้

9. ห้องนอนกับตู้เสื้อผ้า : สำหรับบ้านที่มีพื้นที่น้อย นิยมนำตู้เสื้อผ้ามาไว้ในห้องนอน ซึ่งเป็นต้นเหตุของไรฝุ่น หากให้ดีที่สุดควรเก็บเสื้อผ้าแยกไว้จากห้องนอน แต่หากเลี่ยงไม่ได้ ควรเลือกตู้เสื้อผ้าที่ปิดได้มิดชิด และไม่ควรเปิดทิ้งไว้ ที่สำคัญไม่ควรนำผ้าเปียกมาตากไว้ภายในห้องนอน

10 . วัสดุปูพื้น : ควรเลี่ยงการใช้พรมปูพื้น เพราะทำความสะอาดยากอีกทั้งยังเป็นแหล่งสะสมไรฝุ่น ควรเลือกเป็นวัสดุไม้ กระเบื้อง ลามิเนต หรือวัสดุอื่น ๆ ที่เช็ดกวาดได้ง่าย ไม่สะสมฝุ่น

11. ม่าน : สำหรับบ้านที่มีหน้าต่างกระจก การติดตั้งม่านช่วยให้เกิดความเป็นส่วนตัว และช่วยลดแสงแดดที่ร้อนเกินไป ม่านในห้องนอนเพื่อสุขภาพ เหมาะกับม่านชนิดมู่ลี่ซึ่งทำความสะอาดได้ง่าย ไม่สะสมไรฝุ่น แต่หากชื่นชอบม่านชนิดผ้า ควรเลือกแบบที่สามารถถอดซักได้ง่าย และควรซักทำความสะอาดทุก ๆ 6 สัปดาห์

12. ชั้นวางหนังสือ : การนอนกับการอ่านหนังสือมักเป็นของคู่กัน แต่หนังสือก็มักนำพาฝุ่นมาด้วยเสมอ ภายในห้องนอนจึงไม่ควรมีชั้นวางหนังสือ อาจจัดเก็บแยกไว้ในห้องทำงาน ห้องนั่งเล่น หรือผนังภายนอกห้องนอน หากจำเป็นต้องอ่านหนังสือก่อนนอน ให้หยิบมาเพียงเล่มที่อ่านจะช่วยลดการก่อตัวของไร่ฝุ่น อีกทั้งยังทำให้ห้องดูเป็นระเบียบอีกด้วยครับ

 

เปิดมุมมองกันยุงให้สวยกว่าเดิม – ห้องนอนปลอดโรค เพื่อสุขภาพที่ดี

เปิดมุมมองกันยุงให้สวยกว่าเดิม

สภาพภูมิประเทศ ภูมิอากาศของไทยเรา อยู่อาศัยพื้นที่ใดๆก็มียุง แม้แต่บนคอนโดมิเนียมสูง ยุงยังมีความสามารถบินไปรบกวนเราได้ การแก้ปัญหาด้วยการไล่ตบย่อมเป็นทางเลือกที่ไม่ดีอย่างแน่นอน แม้จะตบให้หมดเกลี้ยงในวันนี้ วันพรุ่งนี้ก็เกิดขึ้นมาใหม่ ยิ่งตบมากก็ยิ่งบาปมาก การตกแต่งบ้านเพื่อป้องกันยุง ย่อมเป็นทางเลือกที่ดีและยั่งยืนกว่ากันมาก บ้านเรือนในไทยตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจึงนิยมติดตั้งมุ้งลวดกันยุงไว้ตำแหน่งประตูและหน้าต่างเสมอ ด้วยความถี่ของช่องมุ้งลวดมีขนาดเล็กมาก ทำให้ยุงจากภายนอกไม่สามารถบินเข้ามาก่อกวนภายในบ้านได้ แต่ข้อเสียของมุ้งลวดคือความไม่สวยงาม โดยเฉพาะมุ้งลวดสีเทา สีเงิน เมื่อติดตั้งร่วมกับประตูหน้าต่างอันสวยงามของเราแล้ว ส่งผลให้ช่องประตูหน้าต่างดูไม่สวยขึ้นมาทันที นั่นเป็นเพราะสีของมุ้งลวดดูกระโดดแตกต่างจากวัสดุอื่นๆภายในบ้านมากเกินไป การเลือกสีมุ้งลวดที่ดี จะช่วยให้มิติการมองเห็นสู่ภายนอกดีกว่าด้วยครับ

นอกจากมุ้งลวดแล้ว กรอบบานมุ้งลวดก็สำคัญไม่น้อย หากเป็นมุ้งลวดรุ่นเก่าจะมีเฉพาะสีเงิน (อลูมิเนียม) ทำให้ประตูหน้าต่างของบ้านเรา ดูหมดเสน่ห์ลงมาทันที กรอบบานมุ้งลวดควรเลือกให้เข้ากับสีประตูหน้าต่าง เช่น กรณีประตูหน้าต่างไม้ เหมาะกับการเลือกกรอบมุ้งลวดสีชา สีดำ หรือประตูหน้าต่างสีขาว กรอบมุ้งลวดควรเลือกเป็นสีขาวเพื่อความกลมกลืนกันอย่างลงตัว ส่วนมุ้งลวดเหมาะกับการเลือกสีดำ มากกว่าสีเงิน

ปัจจุบันมุ้งลวดได้มีการพัฒนาขึ้นมาก มุ้งลวดจีบและมุ้งลวดแบบม้วนเก็บเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งที่ช่วยให้บ้านของเราดูดีขึ้น ลักษณะการใช้งานมุ้งลวดจีบ สามารถพับเก็บซ่อนได้ ทำให้ช่วงกลางวันซึ่งปกติมียุงไม่มาก สามารถเปิดประตูหน้าต่างได้อย่างเป็นอิสระ เมื่อใกล้ค่ำค่อยปิดกลับมาใช้งาน เพียงเท่านี้ภายในบ้านของเราก็จะดูสวยงาม ไม่ขัดหูขัดตาแล้วหละครับ เลือกวัสดุตกแต่งบ้านให้เหมาะสม จะช่วยให้บ้านของเราดูสวยงามขึ้นได้ครับ

เลือกผ้าม่านที่เหมาะกับห้อง – ห้องนอนปลอดโรค เพื่อสุขภาพที่ดี

เลือกผ้าม่านที่เหมาะกับห้อง

การเลือกผ้าม่านต้องเลือกให้ตรงตามวัตถุประสงค์และเหมาะกับลักษณะของแต่ละห้อง ถ้าผู้อ่านลองสังเกตแต่ละพื้นที่ในบ้านดูก็จะเห็นว่า แต่ละจุดจะมีความต้องการรับแสงเพื่อใช้งานไม่เท่ากัน อย่างห้องรับแขก ห้องนอน ห้องครัว ก็มีทิศทางและปริมาณแสงต่างกัน ถ้าติดม่านทึบในห้องที่ต้องการแสงมาก ถึงจะดูหรูดูดี แต่ผิดวัตถุประสงค์ก็จะไม่เหมาะกับความต้องการใช้งาน บทความนี้จะพาไปลัดเลาะตามห้องหลัก ๆ ของบ้าน ว่าห้องไหนเหมาะจะติดผ้าม่านแบบใด เพื่อจะได้เป็นแนวทางในการเลือกใช้กัน ตามไปดูทีละห้องกันเลยครับ

ห้องรับแขก

ห้องรับแขกเป็นพื้นที่กลางของครอบครัวที่ใช้ในการพักผ่อนร่วมกันและเป็นมุมที่มักใช้ต้อนรับแขก ส่วนใหญ่ห้องนี้จะอยู่ส่วนหน้าสุดของบ้าน นิยมติดเป็นผนังกระจกโล่ง ๆ เพื่อให้มองเห็นความเคลื่อนไหวภายนอกและช่วยให้บ้านดูผ่อนคลาย ม่านที่เหมาะสมนั้นควรกรองแสงได้ แต่ยังคงความเป็นส่วนตัวจากสายตาของคนภายนอก อาจจะทำเป็นม่าน 2 ชั้น ผ้าม่านกันแสง Dimout ชั้นหนึ่ง และมีผ้าโปร่ง ๆ (Sheer) อีกชั้นหนึ่ง เมื่อต้องการปิดบังตัวบ้านตอนค่ำก็ใช้ม่านทึบ แต่ตอนกลางวันก็ปิดด้วยผ้าโปร่ง ๆ ให้บ้านได้รับแสง ในขณะที่ยังมองเห็นนอกได้ จะใช้ม่านลอน ม่านจีบ ม่านตาไก่ ก็ได้ เพราะสามารถเก็บม่านเข้าด้านข้างได้ หรือจะเป็นม่านมูลี่แบบปรับองศาก็ดูดี แต่ไม่ค่อยเหมาะกับม่านม้วน เพราะจะมีส่วนที่ปิดบังวิสัยทัศน์ ทำให้ดูทึบ

ห้องครัว

ส่วนครัวเป็นจุดที่เต็มไปด้วยความร้อน ควัน ไอน้ำมัน ที่เลอะเทอะง่ายที่สุดในบ้าน อันที่จริงควรออกแบบให้อยู่ในมุมที่เลี่ยงการติดผ้าม่านได้จะดีกว่า ยิ่งจุดที่ติดหน้าต่างเป็นเตายิ่งอันตราย แต่ถ้าเป็นจุดที่แสงแดดส่องเข้ามามากและแก้ไขแบบไม่ได้ ก็สามารถปรับใช้ ผ้าม่านแบบสั้น ๆ พอกรองแสงที่ลอดผ่านส่วนบนของหน้าต่าง หรือใช้ม่านที่สามารถทำความสะอาดได้และทนต่อความร้อน เช่น มู่ลี่อะลูมิเนียม ม่านจีบ ม่านพับที่แกะออกซักได้หรือผ้าม่านแบบม้วนที่มีฟังก์ชั่นให้ปรับระดับก็จะเหมาะสมกว่าครับ แต่ต้องดูตามแบบห้องด้วยครับ ถ้าบานหน้าต่างอยู่ไกลเตาและเป็นบานสูง ขนาดใหญ่ ก็สามารถปรับใช้ผ้าม่านแบบอื่นได้เช่นกัน

ห้องนอน

เป็นห้องที่ต้องการความเป็นส่วนตัวสูง เพราะเป็นห้องที่ใช้พักผ่อนนอนหลับและทำกิจกรรมส่วนตัว ดังนั้นจึงต้องการความเงียบสงบและกรองแสงให้ได้ในปริมาณที่เหมาะสม ซึ่งข้อนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับเจ้าของห้องเองด้วย บางคนชอบห้องที่มืดสนิทไม่มีแสงผ่านกวนสายตา แต่บางคนไม่ชอบอยู่ในความมืดและชอบแสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้า ก็สามารถเลือกม่านที่มีคุณสมบัติตามชอบ อาจจะใช้ ผ้าม่านกันแสง Blackout ซึ่งเป็นผ้าแบบทึบแสง ผ้าชนิดนี้กันแดดได้ 100%  หรือจะใช้ม่านม้วน  ม่านปรับแสง ผ้าม่านแบบสไลด์เก็บด้านข้าง บานชัตเตอร์ หรือ มู่ลี่ ซึ่งแต่ละแบบก็มีจุดเด่นต่างกันสามารถเลือกใช้ได้ตามความเหมาะสม

ห้องน้ำ

ห้องน้ำสมัยก่อนมักจะสร้างมิดชิด มีบานเกล็ดหรือช่องลมระบายอากาศเล็กน้อย จึงไม่ค่อยมีปัญหาเรื่องการติดผ้าม่านเท่าไหร่นัก จะมีก็เพียงการเลือกผ้าม่านกั้นส่วนเปียกกับส่วนแห้ง ที่ต้องระมัดระวังในการเลือกให้ทนทานต่อความชื้น ไม่ขึ้นราง่าย แต่ปัจจุบันบ้านรุ่นใหม่นิยมออกแบบห้องน้ำให้มีช่องแสงขนาดใหญ่มากขึ้น เพื่อนำธรรมชาติเข้าสู่ตัวห้อง และเปิดวิสัยทัศน์ในขณะที่อาบน้ำหรือทำธุระส่วนตัว อาจจะเลือกใช้ผ่าม่านก็สามารถปรับระดับความสูง หรือองศาตามต้องการ เพื่อให้บังสายตาจากคนภายนอก แต่คนภายในยังสามารถมองออกไปได้ชัดเจน อย่างมูลี่อะลูมิเนียม มูลี่ไม้สังเคราะห์ที่ดูแลง่ายและทนน้ำ หรือจะเป็นผ้าม่านม้วนที่เลือกจุดที่ต้องการปิดบังได้ก็เป็นตัวเลือกที่ดีครับ