เทคนิคการเลือกหลอดไฟในบ้าน

0

เทคนิคการเลือกหลอดไฟในบ้าน ปัจจุบันมีหลอดไฟให้เลือกใช้งานมากมายหลายชนิด มีทั้งชนิดที่เคยได้รับความนิยมในอดีต ชนิดที่ยังคงได้รับความนิยมมาจนถึงปัจจุบัน และชนิดที่ได้รับการผลิตขึ้นมาใหม่เพื่อตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างลงตัวกับไลฟ์สไตล์คนรุ่นใหม่ สำหรับใครที่กำลังมองหาหลอดไฟไว้ใช้งานในบ้านแทนหลอดไฟดวงเก่าที่ชำรุด แต่ยังไม่รู้ว่าควรเลือกหลอดไฟแบบไหนดี วันนี้เราจะมาแนะนำหลอดไฟที่เหมาะกับบ้านของพวกเรากัน บ้านสไตล์ร่วมสมัย

เทคนิคการเลือกหลอดไฟในบ้าน

เทคนิคการเลือกหลอดไฟ

รู้จักหลอดไฟก่อนเลือกซื้อ
  1. หลอดไส้ หรือเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หลอดดวงเทียน ซึ่งเป็นหลอดไฟที่มีการใช้งานมาอย่างยาวนานในอดีต มีให้เลือกใช้งานทั้งชนิดแก้วและชนิดฝ้า ตัวไส้หลอดทำจากทังสเตน ซึ่งจะทำให้เกิดความร้อนขึ้นเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านไส้หลอด และจะมีผลต่อการส่องสว่างของแสงไฟไปตามความร้อนที่เกิดขึ้นในไส้หลอด ซึ่งทำให้สิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้าค่อนข้างมาก จึงทำให้หลอดไฟชนิดนี้ไม่ได้รับความนิยมนำมาใช้งานในปัจจุบัน อีกทั้งยังให้แสงสว่างในโทนสีเหลืองส้มเท่านั้น จึงทำให้ไม่สามารถตอบโจทย์การใช้งานภายในบ้านได้เท่าที่ควร
  2. หลอดฮาโลเจน เป็นหลอดไฟที่มีระบบการสร้างแสงสว่างคล้ายกับหลอดไส้ โดยการกำเนิดแสงสว่างจากความร้อนเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่านเข้าสู่ไส้หลอดที่ทำจากทังสเตน แต่หลอดแบบฮาโลเจนจะมีการบรรจุก๊าซฮาโลเจนเข้าไปด้วย ซึ่งจะช่วยให้หลอดไฟชนิดนี้มีความทนทานมากกว่าหลอดไส้ทั่วไป อีกทั้งยังสามารถมอบปริมาณแสงสว่างได้มากกว่าและมีค่าความถูกต้องของสีจริงที่มากกว่าหลอดไส้ถึง 100% ด้วยการให้โทนแสงสีขาวสำหรับส่องสว่าง เหมาะสำหรับนำมาใช้งานในบริเวณที่ต้องการแสงสว่างมากเป็นพิเศษ อาทิเช่น พื้นที่จัดแสดงสินค้า ร้านเครื่องประดับ บริเวณที่ต้องการใช้แสงสำหรับแต่งหน้า เป็นต้น
  3. หลอดฟลูออเรสเซนต์ หรือหลอดนีออน เป็นหลอดไฟทรงกระบอกหรือแบบกลมที่สามารถให้แสงสว่างได้มากกว่าหลอดไส้ทั่วไปถึง 5 เท่า และสามารถใช้งานได้ทนทานมากกว่าหลอดไส้ถึง 8 เท่า อีกทั้งยังสิ้นเปลืองการใช้พลังงานไฟฟ้าน้อยกว่าหลอดไส้ด้วยการใช้พลังงานเพียง 20% เท่านั้น โดยมาพร้อมโทนแสงไฟที่หลากหลายในการใช้งาน ซึ่งมีให้เลือกทั้งโทนแสงไฟแบบ warm white ที่พร้อมมอบแสงสว่างในโทนสีขาวอมเหลืองนวล
    เหมาะสำหรับการนำมาสร้างบรรยากาศในบ้านให้มีความอบอุ่นชวนพักผ่อน, โทนแสงไฟแบบ cool white ที่มอบแสงสว่างโทนสีขาวอมฟ้า ช่วยทำให้รู้สึกสบายตา แต่อาจส่งผลทำให้สีจริงของวัตถุมีความผิดเพี้ยนไปจากเดิม และโทนแสงไฟแบบ day light ที่ได้รับการออกแบบมาให้มีโทนแสงไฟที่ใกล้เคียงกับแสงสว่างตามธรรมชาติมากที่สุด จึงช่วยทำให้สามารถมองสีของวัตถุหรือบรรยากาศภายในบ้านที่เหมือนจริง โดยหลอดไฟประเภทนี้จะมีหลักการทำงานต่อเมื่อมีกระแสไฟฟ้าไหลผ่าน และปรอทจะคายพลังงานในรูปแบบรังสีอัลตราไวโลเลตเมื่อกระแสไฟฟ้ากระทบกับสารเรืองแสงที่มีการเคลือบไว้ในหลอด ซึ่งจะทำให้เกิดแสงสว่างออกมาสำหรับการใช้งาน
  4. หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ หรือที่นิยมเรียกกันว่าหลอดตะเกียบ ซึ่งเป็นหลอดไฟที่มีหลักในการทำงานคล้ายกับหลอดฟลูออเรสเซนต์ โดยมีให้เลือกทั้งชนิดที่มีบัลลาสต์ในตัวและแบบมีบัลลาสต์ภายนอก ซึ่งมีให้เลือกทั้งลักษณะแบบขั้วเกลียวที่สามารถสวมใส่เข้ากับเต้าเกลียวของหลอดไส้ได้เลย และชนิดที่มีขั้วเป็นขาเสียบ ซึ่งนำมาใช้งานร่วมกับโคม สามารถใช้งานได้ยาวนานมากกว่าหลอดฟลูออเรสเซนต์แบบปกติ โดยมาพร้อมโทนแสงไฟให้เลือกใช้งานหลากหลาย ทั้งแบบ warm white, cool white และ day light ซึ่งมีรูปร่างที่หลากหลายให้เลือกทั้งแบบหลอดคู่ หลอดยาว หลอดสี่แถว หลอดเกลียว และหลอดมีโคมครอบ
  5. หลอดแสงจันทร์ หรือที่เรียกกันว่าหลอดไฟไอปรอท เป็นหลอดไฟที่ทำงานด้วยการปล่อยประจุความเข้มข้นสูง โดยจะมีกระแสไฟฟ้าแรงสูงไหลผ่านไอปรอทที่อยู่ในหลอดไฟในการทำให้เกิดแสงสว่าง ซึ่งมีค่าความถูกต้องของโทนสีที่ค่อนข้างต่ำ ด้วยโทนแสงไฟที่มีแสงสีขาวเข้มและมีปริมาณแสงสว่างต่อวัตต์สูงมากกว่าหลอดไฟชนิดอื่น จึงทำให้สามารถส่องสว่างได้ในระยะไกล เหมาะกับการนำมาใช้งานในบริเวณที่มีพื้นที่กว้างขวางอย่าง โรงงาน สนามกีฬา พื้นที่โกดังสินค้าจัดเก็บของขนาดใหญ่ เป็นต้น แต่ปัจจุบันหลอดไฟประเภทนี้ไม่ได้รับความนิยมนำใช้งานแล้ว เพราะยากต่อการดูแลรักษา อีกทั้งยังมีส่วนผสมของปรอทที่เป็นพิษต่อสิ่งแวดล้อม
  6. หลอดเมทัลฮาไลน์ เป็นหลอดไฟที่มีหลักในการทำงานคล้ายกับหลอดแสงจันทร์ แต่สามารถให้ความเข้มแสงสูงมากกว่าหลอดจันทร์เกือบเท่าตัว จึงทำให้มีแสงสว่างที่สมดุลมากขึ้นจนใกล้เคียงกับแสงแดด เหมาะสำหรับการใช้งานที่จำเป็นต้องใช้สังเกตความชัดเจนของสี อย่าง โรงพิมพ์ ห้างสรรพสินค้า สวนสาธารณะ หรือนำมาใช้เพื่อส่องสว่างกับอาคารให้เกิดความสวยงาม เป็นต้น
  7. หลอดไฟ LED เป็นหลอดไฟที่ได้รับการพัฒนาขึ้นมาใหม่เพื่อตอบโจทย์การใช้งานในปัจจุบัน โดยผ่านการคิดค้นเพื่อแก้ไขจุดด้อยของหลอดไฟในแบบเก่าที่มักจะมีปัญหาไส้หลอดร้อนจากการผลิตแสงสว่าง จึงทำให้หลอดไฟ LED หมดปัญหาจากเรื่องความร้อนเพราะไม่มีการเผาไส้หลอดในแบบเดิม ซึ่งสามารถช่วยยืดอายุการใช้งานให้ยาวนานขึ้นถึง 50,000 ชั่วโมง ใช้จำนวนวัตต์น้อยกว่าแต่ให้แสงสว่างได้มากกว่า อีกทั้งยังมีคุณสมบัติที่ช่วยถนอมสายตาในระหว่างการใช้งานได้ดี เพราะมีการกระพริบของแสงสว่างที่น้อยมากจากหลอดทั่วไป และยังปลอดภัยจากสาร UV และสารปรอทที่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แต่ก็ต้องยอมรับว่าด้วยคุณสมบัติต่าง ๆ จึงทำให้หลอดไฟชนิดนี้มีราคาสูงมากกว่าหลอดไฟทั่วไป แต่เมื่อเปรียบเทียบในด้านการใช้งานแล้วก็นับว่ามีความคุ้มค่าที่สามารถใช้งานไปได้ยาวนาน แม้จะมีการเปิด-ปิดบ่อยครั้งก็ไม่เสื่อมสภาพจากการกดสวิตช์ไฟ ที่สำคัญยังเหมาะกับไลฟ์สไตล์ในปัจจุบันที่ช่วยประหยัดพลังงานการใช้ไฟฟ้าและประหยัดค่าไฟได้มากกว่าหลอดไฟทั่วไป

เทคนิคการเลือกหลอดไฟในบ้าน แบบไหนดี

  1. เช็คสีหลอดไฟที่ต้องการ อันดับแรกของการเลือกซื้อหลอดไฟให้ตอบโจทย์การใช้งานมากที่สุด แนะนำว่าควรพิจารณาจากพื้นที่ใช้งานก่อนว่าจะนำหลอดไฟไปติดตั้งไว้บริเวณไหน เพราะสเปซการใช้สอยในบ้านแต่ละพื้นที่ก็มีการใช้งานที่แตกต่างกันออกไปและมีการจัดโทนแสงไฟที่แตกต่างกัน หากเป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อนอย่าง ห้องนั่งเล่น ห้องรับแขก และห้องนอน จะเหมาะสำหรับการเลือกใช้หลอดไฟที่มีแสงโทนเหลืองนวลอมส้ม เพราะจะช่วยสร้างบรรยากาศภายในห้องให้รู้สึกอบอุ่น ชวนผ่อนคลาย แต่หากเป็นพื้นที่ในบ้านอย่าง ห้องทำงาน หรือห้องครัว ที่จำเป็นต้องการมองเห็นสีจริงของวัตถุภายในบริเวณนั้น และเป็นบริเวณสำหรับการทำกิจกรรมที่ต้องมีความ Active เพื่อสร้างบรรยากาศในแต่ละวันให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่า
    แนะนำว่าควรเลือกใช้หลอดไฟที่มีโทนแสงสีขาว ก็จะช่วยให้มองเห็นสีจริงของพื้นที่ใช้งานในบริเวณนั้นได้มากกว่าแสงไฟโทนสีส้ม และหลังจากพิจารณาพื้นที่ใช้งานในบ้านได้แล้วว่าควรเลือกใช้หลอดไฟที่มีโทนแสงแบบไหน ตอนเลือกซื้อหลอดไฟให้เลือกดูโทนสีของแสงไฟจาก Color Temperature Scale ที่บอกไว้บนกล่องบรรจุภัณฑ์หลอดไฟ โดยช่วงอุณหภูมิของโทนแสงที่นิยมเลือกใช้มากที่สุดจะอยู่ในช่วง 2700-3000K ซึ่งให้สีแบบ warm white ที่ออกแนวโทนเหลือง ช่วยทำให้พื้นที่ในบ้านรู้สึกอบอุ่น ชวนผ่อนคลาย เหมาะสำหรับนำมาใช้สร้างบรรยากาศในห้องนั่งเล่นและห้องนอน
  2. พิจารณาขั้วหลอด เมื่อเลือกโทนแสงไฟที่เหมาะสมกับการใช้งานในบริเวณที่ต้องการแล้ว ให้พิจารณาที่ขั้วของหลอดไฟ ซึ่งในปัจจุบันจะมีขั้วหลอดให้เลือกหลายรูปแบบและหลายขนาดตามแต่ละประเภทของหลอดไฟ แต่ที่นิยมใช้กันส่วนมากจะเป็นชนิดแบบขั้วเกลียว E27 ซึ่งเป็นขนาดมาตรฐานที่สามารถพบได้ในหลอดไฟ LED, หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ และหลอดไส้ แต่หากเป็นหลอดไฟที่มีราคาแพงขึ้นมาอย่าง หลอดฮาโลเจน จะเป็นขั้วหลอดแบบเข็ม MR16 ที่เป็นขั้วหลอดขนาดเล็ก จึงทำให้หลอดไฟมีขนาดเล็กลง เหมาะสำหรับการนำไปใช้งานเพื่อส่องสว่างแบบเฉพาะจุดเพื่อความสวยงาม เช่น ใช้ติดตั้งในตู้โชว์ เป็นต้น แต่ไม่เหมาะสำหรับการนำมาติดตั้งเพื่อใช้งานทั่วไปภายในบ้าน เพราะหลอดไฟชนิดนี้จะทำให้เกิดความรู้สึกร้อนเพิ่มมากขึ้นกว่าอุณหภูมิของหลอดไฟชนิดอื่น
  3. เลือกจำนวนวัตต์ให้ลงตัวกับการใช้งาน วัตต์ เป็นชื่อเรียกของหน่วยวัดกำลังไฟฟ้า ยิ่งมีจำนวนวัตต์มากก็สามารถให้แสงสว่างได้มาก แต่ก็มีอัตราการกินไฟที่มากขึ้นเช่นกัน จึงทำให้เกิดการคิดค้นพัฒนาหลอดไฟ LED ขึ้นมาใช้งานที่ช่วยประหยัดการใช้พลังงานไฟฟ้าได้มากขึ้น และไม่กินไฟเท่าหลอดไฟชนิดอื่น ในการเลือกหลอดไฟเพื่อใช้งานทั่วไปที่ไม่ใช่หลอดไฟ LED จึงควรพิจารณาจากจำนวนวัตต์ที่ระบุไว้บนกล่อง หากมีกำลังวัตต์มาก ก็จะมอบแสงสว่างที่มากขึ้นตามไปด้วย

แนะนำการจัดไฟสำหรับห้องนอน

แนะนำการจัดไฟสำหรับห้องนอน ผ่อนคลายหลับสบายตา

เคล็ดลับในการจัดแสงไฟภายในรีสอร์ตและโรงแรมหรูต่าง ๆ อยู่ที่การสร้างบรรยากาศให้ดู สงบ สลัว และสุนทรี เนื่องด้วยจุดประสงค์หลักของการใช้ห้องนอนจะมุ่งเน้นการนอนหลับพักผ่อน ในทางฮวงจุ้ยยังมีบอกไว้ด้วยว่า ออกแบบบ้านห้องนอนที่ดีควรจัดให้เอื้อต่อพลังงานหยิน จะช่วยเสริมสร้างพลังงานชีวิตให้แก่ผู้พักอาศัย การจัดพลังงานหยินภายในห้องนอนก็คือการควบคุมปริมาณแสงสว่างนั่นเองครับ แสงไฟที่ดีภายในห้องนอนจะต้องช่วยให้ผู้พักรู้สึกผ่อนคลาย สบายตา

1. ตำแหน่งไฟ ไม่ควรส่องตรงตำแหน่งเตียงนอน

จุดติดตั้งแสงไฟ หากจัดตำแหน่งปรับมุมองศาไฟไม่ลงตัว ห้องที่คิดว่าจะอยู่สบายที่สุดกลับทำให้ไม่ได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ในห้องทั่วไปมักจะออกแบบไฟหลักไว้ในตำแหน่งที่ตรงกับเตียง ซึ่งจะทำให้องศาของแสงไฟส่องลงมาตรง ๆ บริเวณที่นอน ผู้อยู่อาศัยจะรู้สึกแสบตา จึงควรวางตำแหน่งติดตั้งไฟเอาไว้ในจุดอื่นที่ไม่กระทบสายตา เช่น  บริเวณด้านข้างของเตียงหรือบริเวณบนหัวนอนข้างเตียง 2 ด้าน

2. ซ่อนหลอดไฟบนฝ้าเพดาน

เทคนิคการจัดตกแต่งไฟในห้องนอนแบบ Indirect Lighting หรือ ไฟซ่อน ไฟหลืบ แบบที่ใช้ในหลุมฝ้าเพดาน หลังเตียง เริ่มที่เป็นที่นิยมในบ้านเรือนทั่วไปกันมากขึ้น เพราะนอกจากความสวยงามแล้ว ยังช่วยเพิ่มความสว่างบริเวณส่วนกลางของห้องได้ดี ห้องดูกว้างขึ้นมีมิติน่าสนใจ โดยที่คุณภาพแสงไม่ทำลายสุขภาพตา เพราะเป็นแสงที่เกิดจากการสะท้อนแสงจากหลอดไฟ ส่องกระทบไปบนพื้นที่ระนาบให้ต้องการมีการส่องสว่าง จึงสามารถกระจายแสงได้อย่างสม่ำเสมอ แต่หากยังรู้สึกว่าแสงจ้าเกินไป ให้ใส่อะคลีลิคครอบปิดตัวหลอดไฟไว้อีกชั้นหนึ่ง ก็จะได้แสงที่ soft ขึ้น

3. ไฟส่องเฉพาะจุด

ภายในช่องเก็บของ ชั้นวางของหรือจุดสำคัญต่าง ๆ ที่ใช้แสงสว่างเป็นครั้งคราว แทนที่จะเปิดไฟทั้งห้องให้เลือกเปิดเฉพาะจุด อย่างเทคนิคการใช้ไฟส่องเฉพาะจุด นิยมใช้หลอด LED ซ่อนไว้ในจุดดังกล่าว ซึ่งจะได้แสงสว่างแบบนวลตา และจะไม่ส่งผลกระทบกับคนข้าง ๆ ที่นอนร่วมกัน

4. ไฟหลังทีวี ยิ่งมี ยิ่งถนอมดวงตา

ห้องนอนหลาย ๆ ห้องมักติดตั้งทีวีไว้บริเวณปลายเตียง เพื่อจะได้นอนดูสบาย ๆ และส่วนใหญ่ขณะดูทีวีมักจะปิดไฟในห้อง ทำให้สายตาโฟกัสไปยังจอทีวีเพียงที่เดียว ซึ่งแสงสว่างจากหน้าจอที่สว่างจ้าในขณะที่ภายในห้องมืด เป็นต้นเหตุให้สายตาเสียอย่างไม่รู้ตัว แนะนำให้ติดตั้ง LED TV Backlight ไว้หลังทีวี จะช่วยลดความเปรียบต่างระหว่างความมืดและสว่างได้ดี ช่วยให้การดูทีวีผ่อนคลายสบายตายิ่งขึ้นครับ

การติดตั้งไฟหลังทีวีสามารถทำได้หลายวิธี ทั้งเทคนิคไฟซ่อนไฟ หรือกรณีตามภาพตัวอย่างด้านล่างนี้สามารถทำได้เองด้วยการซื้อหลอด LED แบบเส้นมาติดไว้รอบ ๆ หลังทีวี ใช้งบประมาณเพียงร้อยกว่าบาทเท่านั้นครับ

5. ติดไฟเซนเซอร์ ระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติใต้ขอบเตียง

เทคโนโลยีแสงไฟประดิษฐ์ใหม่ ๆ ไม่ได้มีตำแหน่งติดไฟส่องสว่างบริเวณเพดาน หัวนอน หลุมฝ้าเท่านั้น แต่ยังสามารถติดที่ขอบล่างเตียงได้ด้วย ช่วยเพิ่มแสงสว่างยามลุกมาทำธุระตอนกลางคืน โดยไม่ต้องเปิดไฟให้สว่างทั้งห้อง รุ่นที่แนะนำเป็นพิเศษคือหลอดไฟอัตโนมัติเมื่อมีการเคลื่อนไหว

เมื่อก้าวลงจากเตียง ไฟจะเปิดทำงานให้อัตโนมัติ เหมาะกับห้องนอนที่มีผู้สูงอายุ ซึ่งมักจะตื่นมาเข้าห้องน้ำกลางคืนบ่อย ๆ ช่วยลดปัญหาการประสบอุบัติเหตุเนื่องจากหาสวิตช์ไฟไม่เจอ  อีกทั้งแสงไฟที่สว่างเฉพาะจุดนี้ยังไม่เป็นการรบกวนคนข้าง ๆ ที่กำลังนอนหลับอยู่ด้วย