Interior Design คืออะไร

0

Interior Design คืออะไร

Interior Design คืออะไร การตกแต่งภายใน หมายถึง การออกแบบเพื่อจัดและตกแต่งสภาพแวดล้อมภายในอาคารและสถานที่ ให้เกิดความสะดวกสบายในด้านประโยชน์ใช้สอยและในด้านความสวยงาม โดยเริ่มต้นจากการวางผังเครื่องเรือน แล้วทำการพิจารณาเลือกรูปแบบ(Style) ของเครื่องเรือน จากนั้นจึงจะทำการเลือกวัสดุตกแต่ง กำหนดสีและแสง และทำการเลือกสิ่งตกแต่งเพื่อความสวยงามเป็นขั้นสุดท้าย ตัวอย่างเช่น ต้นไม้ หรือรูปภาพ เป็นต้น

มัณฑนศิลป์ (Decorative art) หมายถึง การนำศิลปะมาออกแบบและตกแต่งงานสถาปัตยกรรม หรือนำมาใช้สำหรับการตกแต่งภายใน-ภายนอกอาคาร เพื่อให้มีความสวยงามและสามารถใช้ประโยชน์ได้จากงานออกแบบได้

การออกแบบตกแต่งภายใน มีลักษณะงานที่นอกจากจะต้องคำนึงถึงการอำนวยความสะดวกสบายแก่ผู้ใช้งาน ประโยชน์จากการใช้สอย ระบบการทำงานที่มีประสิทธิภาพและความปลอดภัยแล้ว ยังต้องคำนึงถึงราคาที่ประหยัดสำหรับงบประมาณและรูปแบบความสวยงาม โดยที่การออกแบบตกแต่งภายในนี้อาจเป็นงานออกแบบจากการนำสิ่งที่มีอยู่แล้วมาดัดแปลงให้สวยงามยิ่งขึ้น ปรับบ้านผู้สูงอายุแก้หลับยากหรือเป็นงานที่ถูกออกแบบสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่โดยนักออกแบบตกแต่งภายใน

Interior Design คืออะไร

ขั้นตอนมาตรฐานของการออกแบบและตกแต่งภายใน Interior Design คืออะไร

1. ขั้นตอนการให้คำปรึกษาและขอข้อมูล

เป็นขั้นของการให้คำปรึกษาและขอข้อมูลเกี่ยวกับการออกแบบโครงการระหว่างลูกค้าและนักออกแบบ โดยอาจมีการพบปะพูดคุยกันมากกว่า 1 ครั้งเพื่อทำการปรับความเข้าใจต่างๆ และสรุปความต้องการขั้นต้นให้ตรงกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งในขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่ลูกค้าจะใช้สำหรับพิจารณาความสามารถ ความน่าเชื่อถือ ของนักของแบบว่ามีประสิทธิภาพหรือไม่และจะสามารถทำงานร่วมกันได้ออกมาตรงกับความต้องการหรือไม่ และสำหรับนักออกแบบก็จะใช้ขั้นตอนนี้ในการพิจารณารับงานของลูกค้าด้วยเช่นเดียวกัน ส่วนใหญ่แล้วในขั้นของการให้คำปรึกษาและขอข้อมูลนักออกแบบจะไม่คิดค่าบริการในการให้คำปรึกษา แต่หากมีค่าบริการก็จะคิดในราคาที่ไม่สูงมาก แต่เพื่อทำการลดปัญหาที่จะเกิดขึ้นลูกค้าจึงควรสอบถามและตกลงเรื่องค่าใช้จ่ายในการขอคำปรึกษากับนักออกแบบเสียก่อนที่จะมีการพบปะพูดคุยกัน

2. ขั้นตอนการวางผังและนำเสนอแนวคิดเพื่อการออกแบบขั้นต้น (Lay-out and Conceptual Design)

เป็นขั้นตอนการวางแนวความคิดของนักออกแบบให้ลูกค้าได้นำไปพิจารณาอย่างคร่าวๆ โดยที่นักออกแบบจะต้องออกแบบและวางผังพื้นที่ใช้สอยอย่างง่าย (Lay-out Plan) รวมทั้งจะต้องทำการพิจารณารูปแบบที่จะใช้สำหรับงานออกแบบ (Style) และการแบ่งพื้นที่ใช้สอย (Zoning) ให้มีประสิทธิภาพ เหมาะสม ตรงกับความต้องการของลูกค้า ซึ่งส่วนมากเพื่อเป็นตัวช่วยในการตัดสินใจ นักออกแบบจะนำนิตยสาร หรือหนังสือที่เกี่ยวข้องกับการตกแต่งภายในมานำเสนอแนวคิดในรูปแบบต่างๆ แก่ลูกค้า ในขั้นตอนดังกล่าวลูกค้าจึงจะได้ทราบรูปแบบโดยรวมและแนวทางของงานที่จะถูกพัฒนาต่อไป

3. ขั้นตอนในการพัฒนาแบบร่างขั้นต้น

เป็นขั้นตอนที่นักออกแบบจะต้องทำการนำเสนอแบบร่างอย่างง่ายแก่ลูกค้า ตามรูปแบบที่ได้ผ่านการอนุมัติมา ทั้งในด้านแนวความคิดของงานออกแบบและผังพื้นที่ในการใช้สอย เพื่อทำให้ลูกค้าเกิดจินตภาพและเข้าใจภาพรวมของงานออกแบบมากยิ่งขึ้น โดยที่นักออกแบบสามารถเลือกนำเสนอได้ในรูปแบบที่หลากหลาย ได้แก่ รูปแบบ Model รูปแบบภาพ Sketch หรือรูปแบบ Perspective เป็นต้น ซึ่งในขั้นตอนการพัฒนาแบบร่างขั้นต้นนี้ ลูกค้าจะสามารถขอปรับหรือแก้ไขรูปแบบของงานได้ แต่มักมีข้อกำหนดสำหรับบริษัทหลายแห่งคือ จำนวนครั้งในการขอปรับแก้นั้นสามารถทำได้ไม่เกิน 2 ครั้งรวมทั้งไม่ควรปรับแก้จนผิดไปจากผังและรูปแบบที่ได้ถูกวางเอาไว้มากจนเกินไป เนื่องจากจะทำให้งานยืดเยื้อและส่งผลให้เสร็จไม่ทันในระยะเวลาที่กำหนด

4. ขั้นตอนในการพัฒนาแบบร่างขั้นสุดท้าย

ขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่นักออกแบบจะนำแบบร่างขั้นต้นมาพัฒนาต่อเพื่อทำการนำเสนอลูกค้า ให้มีความใกล้เคียงกับผลงานออกแบบจริงมากที่สุด โดยที่ส่วนมากมักใช้รูปแบบการนำเสนอแบบภาพ Perspective และ แบบModel ที่มีความเสมือนจริง ทำให้ลูกค้าเกิดจินตภาพที่ชัดเจนในงานออกแบบทั้งหมด และเนื่องจากแบบร่างขั้นสุดท้ายนี้เป็นแบบร่างที่ได้ผ่านการอนุมัติจากแบบร่างขั้นต้นมาแล้ว ลูกค้าจึงสามารถขอปรับแก้ไขแบบร่างได้เพียงเล็กน้อยในส่วนของรายละเอียดเท่านั้น แต่หากลูกค้าต้องการปรับแก้แบบร่างในส่วนหลักของงาน บริษัทหรือนักออกแบบจะทำการคิดค่าบริการเพิ่มในส่วนของงานที่จะต้องทำการแก้ไขและออกแบบใหม่ทั้งหมด

5. ขั้นตอนของการกำหนดวัสดุสำหรับตกแต่งภายในทั้งหมด

เป็นขั้นตอนการกำหนดวัสดุที่จะนำมาใช้ในการตกแต่งทั้งหมดให้ลูกค้าได้พิจารณา โดยนักออกแบบจะอ้างอิงจากงานแบบร่างขั้นสุดท้ายที่ได้ผ่านการการอนุมัติมาแล้ว เพื่อจัดทำรูปแบบนำเสนอให้ลูกค้าได้ทำการพิจารณาเปรียบเทียบวัสดุ การฉลุลายเหล็ก โลหะ เพื่อการออกแบบ โดยส่วนใหญ่นักออกแบบมักนำเสนองานในรูปแบบของ Material Board หรือแผ่นกำหนดวัสดุ ก่อนที่จะทำการรวมและประกอบแบบร่างเข้าด้วยกัน จากนั้นนักออกแบบจึงจะสามารถดำเนินการในขั้นตอนสุดท้ายคือขั้นตอนการเขียนแบบรายละเอียดต่อไป

6. ขั้นตอนของการเขียนแบบรายละเอียด

เป็นขั้นตอนที่นักออกแบบจะเขียนแบบรายละเอียด และทำการพิมพ์แบบฉบับร่างออกมาเพื่อนำเสนอให้ลูกค้าได้พิจารณารายละเอียดทั้งหมดของงาน ซึ่งแบบรายละเอียดนี้จะต้องถูกเขียนให้ตรงตาม Material Board และแบบร่างขั้นสุดท้ายที่ผ่านการอนุมัติมาแล้ว โดยส่วนมากนักออกแบบมักใช้ระยะเวลาทำงานในขั้นตอนดังกล่าวประมาณ 15-30 วัน หลังจากนั้นจึงจะส่งแบบรายละเอียดฉบับร่างไปให้แก่ลูกค้า โดยที่ลูกค้าสามารถทำการแจ้งขอปรับแก้รายละเอียดในแบบกับนักออกแบบได้ และเมื่อแก้ไขแบบรายละเอียดฉบับร่างได้ตรงตามที่ต้องการแล้ว นักออกแบบจึงจะทำการพิมพ์แบบรายละเอียดฉบับจริงต่อไป

Interior Designer

แล้ว Interior Designer คืออะไร

Interior Designer แปลตรงตัวได้ว่า นักออกแบบตกแต่งภายใน หรือเราอาจจะเรียกอีกอย่างหนึ่งว่ามัณฑนากรก็ได้ คำทั้งสองคำนี้มีความหมายเหมือนกัน แต่ในบทความต่อไปนี้ เราจะใช้คำว่า นักออกแบบตกแต่งภายในหรือ Designer เท่านั้น

จำเป็นต้องมีนักออกแบบตกแต่งภายในหรือไม่?
อันที่จริงแล้ว งานตกแต่งภายใน ไม่แตกต่างอะไรไปจากการทำอาหารที่ทุกคนสามารถทำกันเองได้ เพียงแต่ว่านักออกแบบตกแต่งภายในก็เหมือนพ่อครัว ที่จะสามารถทำอาหารได้อร่อย และรวดเร็ว ซึ่งคุณสามารถ เลือกทานได้โดยไม่จำเป็นต้องไปหัดทำให้เสียเวลาและเหน็ดเหนื่อยโดยไม่จำเป็นนักออกแบบตกแต่ง
ภายในที่ดี มักจะออกแบบและเขียนแบบรายละเอียด ให้คุณสามารถใช้เป็นเสมือนเข็มทิศ ในการตกแต่งบ้านคุณให้ประสพความสำเร็จตามความประสงค์ได้เป็นอย่างดี การตกแต่งบ้านโดยปราศจากแบบหรือนักออกแบบตกแต่งภายในแล้ว เปรียบเสมือนการเดินท่องป่าโดยไร้แผนที่และเข็มทิศเลยทีเดียวหากจะว่าไปแล้ว ประโยชน์ของการว่าจ้างนักออกแบบตกแต่งภายในมืออาชีพ เมื่อเปรียบเทียบกับการที่ลูกค้าจะลงมือออกแบบและทำเองนั้น สามารถแบ่งได้เป็น 5 ข้อใหญ่ดังต่อไปนี้

1. ประหยัดเวลา นักออกแบบตกแต่งภายในมืออาชีพมักจะมีประสพการณ์ และวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ ทำให้งานที่ยากกลับกลายเป็นง่ายและรวดเร็ว ทำให้ลูกค้าประหยัดเวลาที่ต้องทุ่มเทให้กับงานตกแต่งนี้ไปทำงานประจำของตนเอง ที่สร้างรายได้อย่างเป็นกอบเป็นกำได้มากกว่า

2. ประหยัดค่าใช้จ่าย บางครั้ง อาจดูเหมือนว่าการว่าจ้างนักออกแบบตกแต่งภายในนั้นเป็นเรื่องฟุ่มเฟือยโดยไม่จำเป็น แต่ในความเป็นจริงแล้ว หากคุณต้องการตกแต่งภายในที่มีมูลค่าโครงการ ตั้งแต่ 5 แสนบาทขึ้นไป การใช้บริการของนักออกแบบตกแต่งภายใน จะช่วยคุณประหยัดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นต่างๆ ได้มากเลยทีเดียวนอกจากนี้ นักออกแบบตกแต่งภายในที่ดียังสามารถให้คำแนะนำในการเลือกซื้อสินค้า หรือของประดับตกแต่งต่างๆที่ได้มาตราฐาน และหลีกเลี่ยงสินค้าที่มีคุณภาพต่ำ หรือมีอายุการใช้งานน้อย ซึ่งเป็นการลดค่าเสียหายจากการลองผิดลองถูกต่างๆ ได้เป็นอย่างดี รวมทั้งนักออกแบบที่มีประสพการณ์ การทำงานสูงๆจะสามารถแนะนำให้ลูกค้าหลีกเลี่ยงจากผู้รับเหมา ที่ดูไม่มั่นคงหรือมีแนวโน้มจะทิ้งงาน อันจะทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากกับลูกค้าในภายหลังได้อีกด้วย

3. ตรงตามประโยชน์ใช้สอย การจัดแบ่งพื้นที่หรือวางผังนั้น จำเป็นต้องใช้นักออกแบบที่มีประสพการณ์พอสมควร จึงจะสามารถ แบ่งพื้นที่ใช้สอยให้เหมาะสมกับความต้องการของลูกค้า และมีความสวยงามไปพร้อมๆ กัน บ่อยครั้งที่ลูกค้าแบ่งพื้นที่เองแล้วไม่เหมาะสมกับการใช้งาน เช่น เล็กเกินไป หรือใหญ่เกินไปตลอดจนอาจมีลำดับการใช้งานที่ไม่ถูกต้องทำให้ลูกค้าไม่สามารถ ใช้งานได้สะดวกทั้งๆ ที่ได้เสียเงินไปแล้วการใช้บริการของนักออกแบบ ที่มีประสพการณ์จะมีประโยชน์และแก้ปัญหาในด้านการจัดแบ่งพื้นที่ ได้มากเลยทีเดียว

4. สวยงาม นักออกแบบตกแต่งภายในส่วนใหญ่ มักจะมีความสามารถพิเศษ ในการสร้างผลงานออกแบบได้สวยงามอย่างที่คุณคาดไม่ถึง และนักออกแบบบางรายก็จะมีหนังสืออ้างอิงที่ดีๆ ให้ลูกค้าอ่านและดู เพื่อสร้างเสริมจินตนาการของตนได้เป็นอย่างดี

5. เป็นที่ปรึกษาที่ดีในงานตกแต่งภายใน บ่อยครั้ง ที่ลูกค้าที่ ทำการตกแต่งภายในเองมักจะมีปัญหาจุกจิกต่างๆที่ไม่รู้ว่าจะถามหรือปรึกษากับใคร รวมทั้ง การทำงานตกแต่งบ้านมักจะมีขั้นตอนมากมาย (หากคุณต้องการให้บ้านออกมาสวย) และกลายเป็นปัญหาใหญ่ๆ ได้ง่ายๆ ทำให้ลูกค้าหลายท่านที่ทำบ้านเอง ถึงกับถอดใจหรือตั้งใจว่าจะไม่สร้างบ้านหรือตกแต่งบ้านเองอีกเลย ดังนั้น การว่าจ้างนักออกแบบตกแต่งภายในมืออาชีพนั้น เป็นทางเลือกที่ดี โดยลูกค้าจะขอคำปรึกษาหรือขอความช่วยเหลือได้ตลอดเวลา รวมทั้งในกรณีที่ลูกค้า หมดกำลังใจหรือท้อแท้ นักออกแบบตกแต่งภายในจะกลายเป็นผู้ให้กำลังใจที่ยอดเยี่ยมเลยทีเดียว

ซึ่งหากพิจารณาดูตามสภาพความเป็นจริงในปัจจุบันแล้ว ลูกค้าจำนวนมากหันมาว่าจ้างนักออกแบบตกแต่งภายใน เนื่องจากเห็นว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างจำเป็น และมีประโยชน์ (โดยเฉพาะใน กรณีที่คุณมีงบประมาณมากๆ และไม่ต้องการ โดนใครหลอก) ซึ่งในภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างนักออกแบบ ตกแต่งภายใน จะมีราคาถูกมากเมื่อเปรียบเทียบกับค่าเสียหายที่อาจจะเกิดขึ้นพร้อมทั้งปัญหาไร้สาระต่างๆ มากมายที่จะระดมเข้ามาทำให้คุณปวดหัวไมสิ้นสุด ซึ่งเมื่อแลกกับจำนวนเงินค่าจ้างนักออกแบบตกแต่งภายในที่ไม่สูงมาก
แล้วจัดว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่ามากเลยทีเดียว

Exterior Design

Interior Design ต่างจาก EXTERIOR DESIGN อย่างไร

การตกแต่งภายนอก (Exterior Design)

การตกแต่งภายนอก คือ การจัดหรือออกแบบตกแต่งบริเวณต่างๆ ที่อยู่รอบบ้านโดยส่วนมากจะนิยมตกแต่งโดยการจัดสวนหรือสนามหญ้าหน้าบ้านให้ดูร่มรื่น สวยงาม ซึ่งการตกแต่งภายนอกนั้นก็ขึ้นอยู่กับรสนิยมและความชอบของเจ้าของบ้านออกแบบบ้าน

วัสดุอุปกรณ์ในการตกแต่งสวนที่จำเป็น
1. การเตรียมพื้นที่ คือจะต้องทำบริเวณพื้นที่ที่จะจัดสวนให้เรียบโล่ง เหลือไว้แต่สิ่งที่เราจะใช้ประโยชน์ได้ในภายหลัง เช่นต้นไม้ใหญ่ ๆ หิน เนินที่มีอยู่เดิม การปรับพื้นดินทำโดยการรดน้ำจนเปียก แล้วจึงใช้ลูกกลิ้งบดให้เรียบ ระดับโดยรวมควรลาดเอียงไปยัง ทางท่อระบายน้ำ และลาดเอียงออกจากตัวบ้าน เก็บเศษวัสดุ ก้อนหิน หญ้า และวัชพืช ที่ไม่ต้องการทิ้งให้หมด

2. ต้นไม้ ต้นไม้ที่ใช้ในการตกแต่งสวนนั้นได้แก่ ไม้ยืนต้น, ไม้พุ่ม, พืชคลุมดินและหญ้า

3. วัสดุปูพื้น วัสดุปูพื้นของสวนในบ้านหมายถึง ส่วนใช้งานที่ต้องการผิวพื้นที่ไม่ใช่สนามหญ้าเพื่อทนการเหยียบย่ำ

4. รั้ว การออกแบบหรือตกแต่งบริเวณภายในบ้านนั้น นอกจากรั้วรอบบ้านที่ใช้แสดงขอบเขตของพื้นที่ และป้องกันอันตรายจากภายนอกแล้วเรายังต้องการเป็นเครื่องประดับสวนให้งดงามอีกด้วย การเลือกแบบของรั้วนั้นขึ้นอยู่กับแบบของบ้านและรูปทรงของบริเวณสวน สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะได้แก่ รั้วไม้, รั้วอิฐบล๊อค และ รั้วเหล็ก หรือรั้วอัลลอยด์

5. หิน การใช้หินมาตกแต่งสวนนั้นจะต้องใช้หินชนิดเดียวกัน แต่ให้แตกต่างกันที่ขนาดไม่ควรใช้หินหลากหลายชนิดในพื้นที่เดียวกัน หินที่นิยมใช้ในการจัดสวนคือ หินแม่น้ำ หินทะเล หินกาบ หินชั้น โดยทั่วไปแล้ว มักใช้หินนำมาจัดเป็นสวนหย่อม

6. เก้าอี้ชุดสนามและม้านั่งต่าง ๆ จัดเป็นเฟอร์นิเจอร์ชิ้นสำคัญในสวน เพราะการมีเก้าอี้สนามไว้ในสวนแสดงให้เห็นถึงการเชื้อเชิญให้หยุดพักผ่อน และนั่งเล่น ดังนั้น เก้าอี้ชุดสนามควรมีอายุการใช้งานที่นาน ทนแดดทนฝนได้ดี ส่วนมากจะทำมาจากวัสดุ ประเภท ไม้ หินขัด หินธรรมชาติ เหล็กหล่อ อัลลอยด์

7. รูปปั้น การนำรูปปั้นมาตกแต่งสวนนั้น เป็นวิธีการเรียกร้องความสนใจอีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นองค์ประกอบที่บังคับให้คนมอง โดยเฉพาะรูปปั้นที่เป็นรูปคนมักจะเป็นจุดสนใจสร้างจินตนาการให้ระลึกถึงอดีตเป็นงานศิลปะ ที่มีค่ามากในการนำมาตกแต่งสวน เช่นรูปปั้นดินเผา

8. กระถาง หรือ ภาชนะบรรจุต้นไม้ต่าง ๆ เป็นองค์ประกอบที่ช่วยเสริมบริเวณสวนให้ดูสมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น กระถางที่ดีควรมีรูระบายน้ำด้วย

9. น้ำและไฟในสวน น้ำเป็นสิ่งที่เสริมสร้างความรื่นรมย์แก่ผู้ใช้เป็นอย่างมาก เสียงหรือแสงระยิบระยับของน้ำยามต้องแสงแดด หรือเงาที่สะท้อนตามพื้นน้ำจะช่วยให้สวนมีชีวิตชีวามากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นสระน้ำ น้ำพุ หรือน้ำตก